Saturday, 19 September 2026

A fragile, delicate thing

A fragile, delicate thing 

Me:

I have found two pieces at the Literary Hub site which offer a study in contrasts in good writing. The first piece starts off well and lapses into a drunken morass of left-wing thinking...housing affordability or whatever, I lost interest as soon as she started banging her drum. So that's a no. The second is utterly charming - a fragile, delicate little thing which I did not have to read to the end to enjoy.


GPT:


Rachel Pastan's bookstore piece

Link

Tom Allon's Frank McCourt piece

Link

Discussion

Link

Friday, 18 September 2026

Whining publishers

Whining publishers

GPT said:


I replied:

Of course it is, as we discussed the other day...people rarely want 'just the facts' any more, but analysis as well. You can find that in a newspaper, of course, but is usually buried under everything else. Apart from that, Google has been ripping off publishers for years...I can't get excited by it. Media outlets need to get beyond their dependence on casual traffic arriving via search inquiries, and start investing in their product to keep loyal readers close (preferably behind paywalls)

AND

I often look at the list of links which AI has checked before giving me the answer. it depends on how curious I am (ie 'committed' as a reader, if u like) or whether it is merely a casual inquiry. If it's a casual inquiry, I want a quick answer and I am gone anyway.  

However, it a huge leap even for a committed reader to go from visiting an actual site provided by AI to subscribing, especially if I have come for just one story. That's where publishers have to be clever about how to engage the reader.  That has little to do with Ai and comes down to the publisher's smarts. I think they are too quick to blame Ai for their own lack of engagement and marketing skills.

GPT replied:


My response:


GPT:


And:



Link 1

Link 2


The Ai sycophancy club

The Ai sycophancy club


From the NYT:


Me:

Why do people think this is bad! If Ai wants to say pleasing things to my ear, I am all for it. Beats waiting for my boss or partner to say something nice. I will start a club: The Ai sycophancy club, for all those interested in joining.

GPT:


Link 

Tuesday, 17 March 2026

แกะรอย โอลิเวอร์

แกะรอย โอลิเวอร์

How a story about an old journalist, a young reporter and a tortoise found its shape.

1. Finding the shape of the story

2. The “เละเทะ” / keyboard passage

3. “Remove artificial drama, but keep genuine comedy.”


4. The retirement passage


5. The historical-material principle


What we were trying to do:

Remove artificial drama. Keep genuine comedy. Preserve the things only the person who was there could know.

แกะรอย โอลิเวอร์
เรื่องเต่าตัวน้อยที่ผูกพันข้ามกาลเวลา

Read the story →


อัปเดต 2 (Update 2, final) 13

อัปเดต 2 (Update 2, final)
Oliver Riddell อายุ 3 ขวบเล่นกับเต่าชื่อ Peter ปี 2487

โอลิเวอร์ชิงลาออกก่อนกำหนด (Early retirement) ก่อนที่ตัวผมเองจะหมดวาระประจำการที่เวลลิงตันเสียอีก เรื่องของเรื่องคือแกมีปัญหากระทบกระทั่งกับ บก. คนใหม่ของเราที่ชื่อ ทิม แพนก์เฮิร์สต์ (Tim Pankhurst) ซึ่งเพิ่งย้ายมาร่วมงานได้ไม่นาน แถมทั้งคู่ก็ยังไม่ค่อยรู้จักมักจี่กันเท่าไหร่ด้วย

ทั้งสองคนเปิดศึกกันเรื่องทิศทางการรายงานข่าวการเมือง (รายละเอียดเชิงลึกตอนนี้ผมลืมไปหมดแล้วล่ะ) ซึ่งถ้าเป็นยุคของ บก. คนก่อนๆ เวลาโอลิเวอร์ขู่จะลาออก แกก็มักจะได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอ แต่ครั้งนี้แกกลับต้องมาเจอกับ บก. คนใหม่ที่อายุน้อยกว่าและไม่ยอมถอยให้แกง่ายๆ

งั้นก็ลาออกไปเลยสิครับ” ทิมสวนกลับ “ผมไม่ชอบโดนใครขู่”

โอลิเวอร์ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แกเลยตัดสินใจชิงเกษียณอายุก่อนกำหนดประชดไปเลย  

และนั่นก็คือครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอแก

หลังจากที่ไม่ได้รับข่าวคราวมานานหลายปี ผมเลยลองค้นหาชื่อของลุงโอลิเวอร์ดู แล้วก็พบข่าวเศร้าว่าลุงโอลิเวอร์ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 85 ปี ที่บ้านพักคนชราในเมืองเวลลิงตัน โดยมีประกาศงานศพของแกแจ้งไว้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมานี้เอง

ส่วนปีเตอร์ (Peter) อดีตเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งของผม เขาย้ายออกจากเวลลิงตันเพื่อลงไปประจำการที่ออฟฟิศใหญ่ในไครสต์เชิร์ชช่วงปี 2001 ในตำแหน่งนักเขียนบทบรรณาธิการ (Leader writer)

ผมเดาว่าปีเตอร์น่าจะโดนโยกย้ายเพราะแผนปรับโครงสร้างองค์กร เหมือนกับที่ผมเคยโดนมาก่อนหน้านั่นแหละ

หนึ่งในความท้าทายแรกๆ ของแกในตำแหน่งใหม่ คือการต้องปั่นบทบรรณาธิการอย่างเร่งด่วนตอนเกิดเหตุวินาศกรรม 9-11 ที่อเมริกา

ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมต้องนั่งแต่งนั่งคลอดบทความทำนองนี้ออกมามากกว่า 2,000 ชิ้นแล้ว” ปีเตอร์เคยเขียนถึงบทบรรณาธิการพวกนี้เอาไว้ในคอลัมน์อำลาหนังสือพิมพ์ ซึ่งบังเอิญตรงกับวันครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ 9-11 พอดีเป๊ะ

อดีตเพื่อนร่วมงานของผมคนนี้ — ซึ่งหลังจากผมย้ายออกมา ผมมีโอกาสได้เจอแกอีกแค่ครั้งเดียวเพื่อรำลึกความหลัง นั่งดื่มกันสั้นๆ หน้าออฟฟิศไครสต์เชิร์ช—น่าเสียดายที่แกไม่มีโอกาสอยู่ยาวพอที่จะได้ใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างมีความสุข

ปีเตอร์ก็ได้จากไปแล้วเช่นกันเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2024 ที่ผ่านมา ด้วยวัย 65 ปี หลังจากที่ต้องต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยมาเป็นเวลานาน

ส่วนเบรนดอน (Brendon) อดีตเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งของผมนั้น เขาทำงานในห้องผู้สื่อข่าวรัฐสภาให้กับ The Press นานถึง 12 ปี ก่อนจะย้ายไปบริหารหนังสือพิมพ์ Marlborough Express ในช่วงปี 1994 ถึง 2002

หลังจากนั้นเขาก็ผันตัวเข้าสู่เส้นทางการเมือง และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน (Labour MP) เขตไครสต์เชิร์ชเซ็นทรัล (Christchurch Central) ตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2011 ปัจจุบันเขาย้ายกลับไปอยู่ที่มาร์ลโบโรห์ (Marlborough) ในเกาะใต้ เพื่อทำธุรกิจไร่ไวน์และบริษัทสื่อสารมวลชนของตัวเอง

ถ้าเทียบกันแล้ว เบรนดอนเก็บความเห็นทางการเมืองของตัวเองได้มิดชิดกว่าโอลิเวอร์หรือปีเตอร์มาก

แต่พวกเราก็สงสัยกันอยู่ ว่าแกเป็นคนของพรรคแรงงานแน่ๆ

และหลายปีต่อมา เมื่อแกผันตัวมาเป็น ส.ส. พรรคแรงงานเต็มตัว ข้อสงสัยของพวกเราก็ได้รับคำตอบ
สำหรับตัวผมเอง ผมย้ายกลับไปที่เมืองไครสต์เชิร์ชเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 1998 ต่อจากนั้นก็ย้ายมาอยู่เมืองไทยยาวตั้งแต่ปี 2000 ก็เลยไม่ได้ติดต่อกับพวกแกเลย (ซึ่งสำหรับลุงโอลิเวอร์และปีเตอร์ ทุกอย่างมันก็สายไปเสียแล้ว...)

พอได้กลับมาเขียนย้อนความหลังตามโพสต์นี้ มันก็ทำให้ผมคิดถึงวันเก่าๆ และวันเวลาดีๆ ในห้องข่าววันนั้นจริงๆ ครับ

อัปเดต (Update) 12

อัปเดต (Update)
Shona Riddell, Oliver's daughter

หลังจากที่ผมเขียนโพสต์นี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็กลับไปอ่านเรื่องของเจ้าปีเตอร์อีกรอบ และลองค้นหาข่าวหนังสือพิมพ์เก่าๆ เกี่ยวกับมัน เผื่อว่าจะได้ข้อมูลใหม่ๆ มาอัปเดตเพิ่มเติม แล้วผมก็เจอเรื่องที่ไม่คาดคิดเข้าอย่างจัง

เรื่องราวชีวิตของเจ้าเต่าปีเตอร์กลายเป็นหนังสือเด็กไปแล้วครับ (โดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย) แถมผู้เขียนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... เป็น โชนา ริดเดลล์ (Shona Riddell) ลูกสาวของลุงโอลิเวอร์นั่นเอง!

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเวลลิงตันฉบับหนึ่ง ได้เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ที่มีชื่อว่า “The Tale of the Anzac Tortoise” (ตำนานเต่าแห่งกองกำลังแอนแซก) โดยสรุปใจความสั้นๆ ไว้ว่า:

The cover of her book

มันรอดชีวิตมาจากสนามเพลาะอันนองเลือดที่กัลลิโพลี (Gallipoli) ได้รับความช่วยเหลือจากทหารบาดเจ็บนายหนึ่ง แอบลงเรือตามพยาบาลสาวเดินทางมายังนิวซีแลนด์ และมีชีวิตอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวนี้ยาวนานถึง 4 รุ่น”

ในเว็บไซต์ของโชนา (ซึ่งระบุว่าเธอเป็นทั้งนักเขียนและนักว่ายน้ำ) เธอได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เจ้าปีเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไว้ว่า:

คุณยายทวดของฉัน นอรา ฮิวจ์ส (Nora Hughes) ประจำการเป็นพยาบาลอยู่ที่กรุงไคโร ประเทศอียิภต์ เธอได้รับเต่าตัวหนึ่งมาจากทหารบาดเจ็บในกองกำลังแอนแซก (Anzac) ซึ่งไปเจอเจ้าเต่าตัวนี้ในอุโมงค์สนามเพลาะที่กัลลิโพลี เลยจับมันใส่กระเป๋าเสื้อไว้เพื่อความปลอดภัย

หลังสิ้นสุดสงคราม คุณยายทวดนอราพาเจ้าเต่าตัวนี้ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเลี้ยงที่นิวซีแลนด์ ซึ่งถ้าเป็นยุคนี้ เจ้าหน้าที่ศุลกากรคงช็อกหัวใจวายแน่นอน  

ปีเตอร์กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของครอบครัวเรา และในที่สุดมันก็จากไปอย่างสงบในปี 1994 หลังจากใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวของเรามานานถึง 80 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 4 รุ่น แถมมันยังเป็นเต่าดังในท้องถิ่น และเคยได้ลงหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ในฐานะ 'ทหารผ่านศึกแอนแซก' อีกด้วย

ปีเตอร์เป็นเต่ากรีก (Greek tortoise) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปในตุรกี จุดที่ทหารนายนั้นไปเจอมันนั่นแหละค่ะ มันเป็นเต่าพันธุ์เล็ก ยาวแค่ประมาณ 7-10 เซนติเมตร ทำให้ใส่ในกระเป๋าเสื้อโค้ตได้สบายๆ มันชอบกินดอกแดนดิไลออน และจะจำศีลทุกๆ ฤดูหนาว”

โชนายังบอกอีกว่า โอลิเวอร์ คุณพ่อของเธอ ก็เคยเขียนเรื่องของเจ้าปีเตอร์ลงในหนังสือพิมพ์ The Press มาก่อนเหมือนกัน แถมเขียนไว้ตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นปีเกิดของผมพอดีเลยด้วยซ้ำ!

อ่านต่อที่นี่ และ นี่อีกนะครับ


ตำนานเต่าชรา (An old tortoise tale) 11

 ตำนานเต่าชรา (An old tortoise tale)
A Greek tortoise

โอลิเวอร์เป็นคนเล่าเรื่องเก่งมากครับ โดยเฉพาะเรื่องซุบซิบของพวกนักการเมืองในอดีต—เรื่องประเภทที่ไม่มีวันได้ลงสื่อ แต่แกแอบไปสืบรู้มาจากวงในนั่นแหละ

แต่สำหรับผม เรื่องเล่าที่ฝังใจและน่าจดจำที่สุดของแกกลับไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองคนไหนเลย แต่เป็นเรื่องของ “เต่าแก่” ตัวหนึ่งที่แกเลี้ยงไว้ตรงสนามหญ้าหน้าบ้านบนเนินเขาแถวมิรามาร์ (Miramar) ในเวลลิงตัน

แกเล่าว่าที่บ้านเลี้ยงเต่าไว้ตัวหนึ่งชื่อ ปีเตอร์ (Peter) ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณยายของแกตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 นู่นเลย น่าเหลือเชื่อมากที่เจ้าเต่าตัวนี้เกิดในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกตั้งหลายปี ตามคำเล่าขานของลุงโอลิเวอร์ แกชอบปล่อยเจ้าเต่าไปเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้าน เวลาเรียกคนมาตัดหญ้า แกก็ไม่ต้องคอยเก็บเจ้าเต่าตัวนี้ (ที่ปกติชอบทำตัวเงียบๆ) หลบไปไหนก่อนเลย ปล่อยทิ้งไว้บนสนามหญ้าแบบนั้นแหละ

เจ้าเต่าตัวนี้อาจจะเคยโดนเครื่องตัดหญ้าเฉียดๆ ไปบ้างก็จริง แต่มันก็รอดมาได้ทุกทีเพราะมีกระดองที่แข็งแกร่ง พอโดนเฉียดจนหงายท้อง มันก็แค่พลิกตัวกลับลงมาแล้วก็นอนต่อไปอย่างนั้น เป็นชีวิตเงียบๆ ของเต่าที่ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรกับใคร ไม่เหมือนชีวิตมนุษย์เราที่ต้องล้มแล้วลุก ดิ้นรนต่อสู้กันตลอดเวลาตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันสิ้นใจ ลุงโอลิเวอร์เล่าไปพลางหัวเราะไป

นับถือผู้ใหญ่ (Looking up to elders) 10

นับถือผู้ใหญ่ (Looking up to elders)
David Lange in the Wellington Botanical Gardens in 1988. (The Listener)

ในฐานะที่ผมเป็นน้องเล็กที่สุดในออฟฟิศ และเอาเข้าจริง น่าจะเป็นนักข่าวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ทำเนียบรัฐบาลด้วยซ้ำ (อันนี้เจ้าหน้าที่ห้องสมุดรัฐสภาบอกมาเองเลยนะ) เลยไม่มีใครรู้จักหรือสนใจผมเท่าไหร่หรอก

แต่มันก็ทำให้ผมได้เพลิดเพลินกับการนั่งดูขบวนพาเหรดของคนดังระดับประเทศที่แวะเวียนมาหาโอลิเวอร์ บางคนก็แค่มานั่งเมาท์มอยสัพเพเหระธรรมดาๆ นี่แหละ

เวลาแขกมา โอลิเวอร์ก็นักกอดอกอยู่บนเก้าอี้ ยิ้มแย้มแจ่มใสให้แขก หรือไม่ก็พาออกไปหาชาดื่มกันข้างนอก

แกเป็นคนเปิดกว้างกว่านักข่าวรุ่นใหม่ๆ เยอะ แกไม่เคยมีความคิดที่จะกีดกันหรือไล่ส่งเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องเลยแม้แต่น้อย แต่ก็นั่นแหละครับ พวกเด็กๆ อย่างเราก็รู้มารยาทดีว่าไม่ควรเข้าไปขัดจังหวะเวลารุ่นใหญ่กำลังคุยกัน

หนึ่งในแขกประจำที่ชอบแวะมาหาโอลิเวอร์ก็คือ อดีตนายกรัฐมนตรีพรรคแรงงาน เดวิด ลองงี (David Lange)

จำได้ว่าตอนที่เจอแกครั้งแรก ตาผมแทบจะถลนออกมานอกเบ้า!

เพราะนี่คือบุรุษที่ผมชื่นชอบและศรัทธามาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ตอนที่ผมเริ่มสนใจข่าวการเมืองใหม่ๆ แต่ตอนนี้แกมายืนอยู่ตรงหน้าผม ตัวเป็นๆ เลยครับ!

เดวิด ลองงี คือคนที่นำพรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย (Landslide) ในปี 1984 และดำรงตำแหน่งนายกฯ จนถึงปี 1989 เขาเป็นคนผลักดันการปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจและสังคมแบบพลิกฝ่ามือ (มีใครจำภาษีเงินได้อัตราเดียวคงที่ได้บ้างไหมครับ?) ซึ่งสั่นสะเทือนนิวซีแลนด์ไปถึงรากแก้วเลยทีเดียว

นโยบายเน้นกลไกตลาดนำของพรรคแรงงานในตอนนั้น นำทีมคิดค้นโดย ร็อดเจอร์ ดักลาส (Roger Douglas) รัฐมนตรีคลังของแก ซึ่งเอาเข้าจริง นโยบายที่เน้นการแข่งขันและบีบให้หน่วยงานรัฐต้องแย่งชิงงบประมาณกันเองแบบนี้ ดูจะไปคล้ายกับนโยบายของพรรคคู่แข่งฝ่ายขวาอย่างพรรคชาตินิยม (National Party) มากกว่านโยบายพรรคแนวสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบพรรคแรงงานซะอีก  

เดวิด ลองงี เกลียดนโยบายพวกนี้มาก สุดท้ายแกเลยตัดสินใจลาออกหลังจากเปิดศึกขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงและยืดเยื้อกับดักลาส และแนวคิดเศรษฐกิจของดักลาสที่โลกรู้จักกันในชื่อ “โรเจอร์โนมิกส์” (Rogernomics)นั่นเอง

ลองงีเป็นนักขายนโยบายการเมืองที่เก่งกาจและมีวาทศิลป์คมคาย แกควบตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาธิการและรัฐมนตรีต่างประเทศควบคู่ไปกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แถมยังเคยเป็นอัยการสูงสุดของนิวซีแลนด์ในช่วงปี 1989 ถึง 1990 อีกด้วย

มีอยู่วันหนึ่ง ลองงีแวะมาหาโอลิเวอร์ที่ออฟฟิศ แต่ตอนนั้นโอลิเวอร์ไม่อยู่ และผมอยู่เฝ้าห้องคนเดียวพอดี

"โอลิเวอร์อยู่ไหม" แกถามผม

"ไม่อยู่ครับ มีอะไรจะฝากไว้ไหมครับ" ผมตอบกลับไป

ใจจริงตอนนั้นผมอยากจะบอก เดวิด ลองงี มากเลยว่า แกคือนักการเมืองในดวงใจและเป็นฮีโร่ของผมมาตั้งแต่สมัยเรียนเลยนะ เพราะแกปฏิรูปเศรษฐกิจได้เก่งมาก

แต่สุดท้ายผมก็ไม่กล้าพูดออกไป... ก็นั่นแหละครับ เพราะตอนนั้นผมยังเป็นแค่เด็กน้อยเพิ่งหัดบินอยู่นั่นเอง

มาถึงทุกวันนี้ มันคงสายเกินไปแล้วที่ผมจะบอกความในใจนั้นกับแก เพราะนายเดวิด ลองงี ได้ลาโลกนี้ไปแล้วในปี 2005 ด้วยวัยเพียงแค่ 63 ปีเท่านั้นเอง

ใครได้คุยกับใคร (Hierarchy of access) 9

ใครได้คุยกับใคร  (Hierarchy of access)
Today's press gallery reporters at work

แม้ว่า The Press จะเป็นหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะใต้ แต่บารมีในทำเนียบรัฐบาลของเราสู้พวกสถานีโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทางเกาะเหนืออย่างโอ๊คแลนด์ไม่ได้หรอกครับ เพราะด้วยฐานคนอ่านคนดูที่มากกว่า พวกนักการเมืองเลยมั่นใจได้ว่าสารที่พวกเขาต้องการสื่อจะส่งตรงถึงประชาชนได้อย่างทรงพลังแน่นอน

เวลาพวกนักการเมืองมีเรื่องอยากจะแถลง พวกเขาเลยมักจะวิ่งไปหาสำนักข่าวใหญ่ๆ เหล่านั้นก่อนเป็นอันดับแรก

สื่อสายกระจายเสียงและสำนักข่าวเกือบทั้งหมดในเกาะเหนือ ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "A-list" แบบรู้กันในที กลุ่มนี้คือพวกอภิสิทธิ์ชนที่แค่นึกอยากจะคุยกับนักการเมืองคนไหนก็แค่ต่อสายตรงหาได้ทันที ทันใจสุดๆ

พวกสื่อระดับ A-list มักจะจัดปาร์ตี้หรูแล้วเชิญพวก ส.ส. มาร่วมงาน (ส่วน The Press ของเราน่ะเหรอ... ไม่เคยจัดกับเขาหรอกครับ เจียมเนื้อเจียมตัวรู้สถานะตัวเองดี) เพื่อสร้างคอนเนกชันแบบเป็นกันเอง

ในงานเรามักจะเห็นนักข่าวของพวกนั้นยืนกระซิบกระซาบเมาท์มอยเป็นการส่วนตัวกับนักการเมืองที่เป็นแขกรับเชิญ และขอบอกเลยว่า... "อย่าได้มีนักข่าวจากสำนักข่าวคู่แข่งคนไหนบังอาจรนหาที่โผล่หน้ามาแจมแบบเนียน ๆ หรือเนียนเข้าไปสอดรู้สอดเห็นร่วมวงด้วยเด็ดขาด!

ซึ่งสารภาพตามตรง... ผมเคยลองดีมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่ยังไม่รู้ประสีประสาเรื่องกฎเหล็กนี้

 "ขอโทษทีนะ... พอดีเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ"นักข่าวทีวีหนุ่มคนหนึ่งสวนกลับผมมาอย่างห้วนและไร้เยื่อใย ตอนนั้นเขากำลังยืนคุยกับรัฐมนตรีระดับกลางคนหนึ่งอยู่พอดี

ตอนนั้นทั้งคู่กำลังคุยกันอย่างเคร่งเครียดดุดัน ส่วนผมก็แค่ถือแก้วเครื่องดื่มในมือแล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปร่วมวง แหม... จริงๆ มันก็ไม่ได้มีค่าพอให้เขาต้องสะบัดบ๊อบใส่ขนาดนั้นหรอก เพราะผมเดาว่าเรื่องที่คุยกันก็คงไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น แต่ก็นะ ช่างมันเถอะ!

วาจาเชือดเฉือน (Cuts like a knife) 8

 วาจาเชือดเฉือน (Cuts like a knife) 
ภาพย้อนอดีตอันล้ำค่า: ที่นั่งสำหรับสื่อมวลชน (Press Gallery) เหนือเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปี ค.ศ. 1906 (ภาพจากรัฐบาลนิวซีแลนด์)

โอลิเวอร์มีลูกที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วสองคน แต่ปัจจุบันแกกลับมาครองตัวเป็นโสดหลังจากชีวิตแต่งงานครั้งก่อนจบลง แกมีอารมณ์ขันแบบหน้าตายและคมกริบเอาไว้ไม่เบาเลยล่ะ

แกพร้อมจะตอกกลับใครก็ตามที่ทำให้แกไม่สบอารมณ์ได้หน้าตาเฉย

มีอยู่ครั้งหนึ่ง แกกำลังคุยกับ คริสโตเฟอร์ มัวร์ (Christopher Moore) หนึ่งในนักเขียนสกู๊ปพิเศษ (Features writer) ของออฟฟิศใหญ่ ซึ่งหมอนี่ก็เป็นอีกคนประเภทที่ซึ่งก็เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองไม่น้อย

วันนั้นโอลิเวอร์พลาดไปหน่อยที่เผลอเรียกแกห้วนๆ ว่า "คริส" (Chris) เลยโดนสวนกลับมาทันควันแบบหน้าหงาย

"ผมชื่อ คริสโตเฟอร์ ครับ" มัวร์ตอบแก้ไขให้เสร็จสรรพ

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เวลาที่โอลิเวอร์พูดถึงหมอนี่ในวงสนทนาของออฟฟิศ แกก็จะเรียกชื่อเล่นใหม่ให้แบบชิลๆ ว่า "โตเฟอร์" มัวร์ (Topher Moore)

แหม... ก็ถ้าคำว่า "คริส" มันฟังดูตลาดๆ และธรรมดาเกินไปสำหรับหูเจ้าของชื่อ คำว่า "โตเฟอร์" นี่แหละคือทางเลือกที่ใช่และเหมาะสมที่สุดแล้ว! (ฮา)

รุ่นใหญ่ประจำทำเนียบ (Seniority counts) 7

รุ่นใหญ่ประจำทำเนียบ (Seniority counts)
View from today's gallery in the House

โอลิเวอร์คือหนึ่งในสื่อมวลชนที่อาวุโสที่สุดในทำเนียบรัฐบาล แกทำงานที่นี่มานานกว่า 20 ปีแล้ว

ทุกคนรู้จักแกหมด ตั้งแต่ ส.ส. แถวหลัง หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ไปจนถึงตัวนายกรัฐมนตรีเอง

ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษทำให้แกมีความรู้เรื่องการเมืองกว้างขวางมาก จำได้ว่าใครเคยเป็น ส.ส. หรือแม้แต่สถิติการเลือกตั้งย้อนหลังไปเป็นสิบๆ ปี

สิ่งนี้มีประโยชน์สุดๆ เวลาที่พวกเราต้องปั่นข่าวด่วนแข่งกับเวลา (Deadline) จนไม่มีเวลาเปิดหาข้อมูลเอง

ยุคนั้นเรายังไม่มีฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เลยครับ ถ้าเจอคำถามยากๆ ที่นึกไม่ออก ส่วนใหญ่ต้องโทรกลับไปที่ออฟฟิศใหญ่ที่ไครสต์เชิร์ช

แล้วเจ้าหน้าที่ห้องสมุดข่าวก็ต้องไปรื้อดูพวกแฟ้มตัดข่าว (Newspaper clippings) ที่เก็บไว้ในห้องเอกสารให้

บทสนทนาที่เห็นกันจนชินตาในออฟฟิศมักจะเป็นแบบนี้ครับ:

"โอลิเวอร์ครับ... ปี พ.ศ. XXX พรรคแรงงาน (Labour) ยังเป็นฝ่ายค้านอยู่หรือเปล่า?" ไม่ผม ปีเตอร์ ก็เบรนดอนนี่แหละที่จะเป็นคนถาม เพราะอยากทางลัดข้ามขั้นตอนยุ่งยากพวกนั้นไปเลย

และแน่นอนว่าเราต้องตะโกนถามแข่งกับเสียงโครมครามยามที่โอลิเวอร์กำลังกระหน่ำซัดคีย์บอร์ดของแกอยู่

ถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้รักบี้ก็คงจำได้ทุกนัดที่ทีมออลแบล็กส์ (All Blacks) เคยชนะ... แต่สำหรับโอลิเวอร์ แกไม่เพียงแค่ตอบคำถามเราได้ทันทีนะ แกยังบอกได้ด้วยว่าตอนนั้นใครเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ใครเป็นนายกฯ ผลการเลือกตั้งที่ทำให้พรรคนั้นได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลเป็นยังไง ไปจนถึงจำได้ละเอียดขนาดที่ว่าแต่ละพรรคได้เก้าอี้ไปกี่ที่นั่งเลยทีเดียว

ที่สำคัญคือ แกไม่เคยจำผิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เรียกเราว่า "ไอ้สายทุบ" ก็แล้วกัน (Just call us Basher) 6

เรียกเราว่า "ไอ้สายทุบ" ก็แล้วกัน (Just call us Basher)
ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนิวซีแลนด์ โดยมีอัฒจันทร์สำหรับประชาชนทั่วไปและที่นั่งสำหรับสื่อมวลชนอยู่ด้านบน

ผมรู้ตัวทันทีว่าผมกับโอลิเวอร์มีอะไรคล้ายๆ กัน ก็ตอนที่เห็นแกกระหน่ำนิ้วลงบนคีย์บอร์ดนั่นแหละ

เนื่องจากแกเป็นคนรุ่นเก่า แกเลยพิมพ์สัมผัสไม่เป็น... ซึ่งผมเองก็ไม่เป็นเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ตอนเด็กๆ เคยไปเข้าคอร์สเรียนพิมพ์ดีดมาแล้วแท้ๆ

เวลาพิมพ์ แกจะยกแขนขึ้นมากลางอากาศแล้วทุบเปรี้ยงลงไปเหมือนวาทยากรวงดนตรีไม่มีผิด

ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าแล็ปท็อปของแกรอดไปได้ยังไง

แต่พูดก็พูดเถอะ... ตอนอยู่ปีกระจำการที่ออฟฟิศไครสต์เชิร์ช (Christchurch) ผมเองก็มีชื่อเสียงเรื่องความไร้ความปรานีต่อคีย์บอร์ดไม่แพ้กันเลย

ผมใช้งานพวกมันหนักหน่วงจนต้องเปลี่ยนใหม่อยู่บ่อยๆ เล่นเอาบรรณาธิการกุมขมับด้วยความเพลียจิต (ตัดภาพมาทุกวันนี้ พอรู้ว่าวงการสื่อกำลังย่ำแย่ ผมเลยต้องพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้หน่อย)

บก. หรือไม่ก็ลูกน้องของแกมักจะเดินมาโผล่ข้างตัวผมแล้วถามว่า "พังไปอีกเครื่องแล้วเหรอ?"

"ใช่แล้วครับ" ผมตอบ

ตอนนั้นเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคเครื่องพิมพ์ดีดไปสู่ยุค DEI (Direct Editorial Input ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในห้องข่าวของเรา

ผมเลยบอกตัวเองว่า นั่นแหละคือเหตุผลที่นักข่าวอย่างโอลิเวอร์และผมมือหนักกับคีย์บอร์ดกันเหลือเกิน

เพราะพวกเราเคยชินกับการต้องออกแรงหักโหมกับเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นเก่า ซึ่งเวลานิ้วกระแทกแป้นพิมพ์มันจะมีเสียง "แชะ! แชะ!" และพวกเราก็ไม่เคยสลัดนิสัยนั้นทิ้งได้เลยจริงๆ

และความมือหนักนี้ก็ให้โชค เพราะผมเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม (RSI หรือโรคจากการทำงานซ้ำๆ) มาตั้งแต่สมัยใช้เครื่องพิมพ์ดีดแรกๆ นู่นเลย

อาการผมดีขึ้นหน่อยตอนที่เราเปลี่ยนมาใช้คอมพิวเตอร์ แต่ก็ดีขึ้นแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ... ก็คนมันยังติดนิสัยทุบคีย์บอร์ดอยู่เหมือนเดิมนี่ครับ!

ลิ้มรสความดัง (Taste of fame) 5

ลิ้มรสความดัง (Taste of fame)
ภาพผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภากำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันตรงบริเวณที่เรียกว่า 'เดอะ บริดจ์' (the bridge) โดยเป็นการดักสัมภาษณ์สมาชิกรัฐสภา (MPs) และรัฐมนตรี ก่อนที่พวกเขาจะเดินเข้าห้องประชุมสภาเพื่อเข้าสู่ช่วงการตั้งกระทู้ถาม (Question Time) (RNZ)

ผมยังจำความรู้สึกสะใจตอนที่เห็นนามปากกา (Byline) ของตัวเองที่โปรยว่า “ไมเคิล เรนทูล รายงานจากเวลลิงตัน” ครั้งแรกได้ดีเลยล่ะ

พออยู่ไปสักพัก ผมก็เริ่มได้เขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ลงหน้าบรรณาธิการของฉบับวันเสาร์ ซึ่งฟอนต์และขนาดตัวหนังสือจะใหญ่ขึ้นมาหน่อย... แบบนั้นยิ่งสะใจเข้าไปใหญ่

สายงานที่ผมรับผิดชอบคือข่าวนโยบายสังคม ทั้งสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคม แต่บางวันก็อาจจะมีหลุดไปทำข่าวที่ศาลแรงงานหรือศาลฎีกาบ้างเหมือนกัน

บางครั้งผมต้องเปิดศึกชิงข่าวกับพวกนักข่าวในออฟฟิศใหญ่ของเราเอง

ถ้าข่าวนั้นเน้นมุมมองจากฝั่งเวลลิงตันเป็นหลัก ผมก็จะขอทำเอง แต่ถ้าเป็นข่าวท้องถิ่นจ๋าๆ แม้จะมีประเด็นการเมืองเอี่ยวอยู่ด้วย ผมก็จะยกให้พวกนั้นไปทำ ถือเป็นสิทธิพิเศษของพวกเบอร์ใหญ่อย่างเราล่ะนะ (ฮา)

ความเมตตาครั้งสุดท้าย (Acts of mercy) 4

ความเมตตาครั้งสุดท้าย (Acts of mercy)
A typical press gathering in today's Beehive (RNZ)

พวกเลขานุการฝ่ายสื่อมวลชน (Press secretaries) จากตึกเดอะบีไฮฟ์แวะเวียนมาที่ห้องข่าวของเราเป็นประจำ เพื่อเอาเอกสารแถลงข่าว (Press release) รายงาน และอะไรทำนองนั้นจากรัฐมนตรีที่เป็นเจ้านายมาส่งให้

บางคนเดินเข้าเดินออกวันละหลายรอบ

ตึกโบเวนกับตึกบริหาร (เดอะบีไฮฟ์) มีอุโมงค์คนเดินใต้ดินเชื่อมถึงกัน แถมยังมีทางเดินเลื่อนอัตโนมัติ (Travelator) คอยทุ่นแรงด้วย ทุกอย่างเลยง่ายไปหมด

ส่วนพวก ส.ส. แถวหลัง (Backbenchers) ที่อยู่ล่างๆ หน่อยในลำดับชั้นทางการเมือง จะต้องเดินเท้าเอาเอกสารแถลงข่าวมาส่งด้วยตัวเอง

เนื่องจากยุคนั้นยังเป็นยุคกระดาษ ไม่ใช่ยุคดิจิทัล พวกเขาเลยต้องหย่อนเอกสารลงในถาดสีแดงตรงประตูหน้าออฟฟิศ

ถ้าวันไหนพวกเขาอยากคุย ก็อาจจะหยุดยืนเมาท์มอยกันสักสองสามคำ

หลังจากนั้น พวกเราคนใดคนหนึ่งก็จะคอยแจกจ่ายเอกสารเหล่านั้นตามสายข่าวที่แต่ละคนรับผิดชอบ

พอได้ใบแถลงข่าวมา เราก็เริ่มลงมือทำงาน เช่น โทรหาพวกกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อขอความเห็น หรือโทรหาทีมงานในตึกเดอะบีไฮฟ์ ไม่ก็ตัวรัฐมนตรีเอง ถ้าเราต้องการรายละเอียดเพิ่ม

ถ้าเอกสารชิ้นไหนเข้าข่าย "ข่าวด่วน" (Breaking news) ขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นประเด็นคุยกันอย่างออกรสในบาร์เดอะบีไฮฟ์คืนนั้นทันที

แต่ก็นะ... เอกสารแถลงข่าวส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีคุณค่าในเชิงข่าวเท่าไหร่หรอก ออกแนว PR มากกว่า มันเลยมักจะถูกวางทิ้งไว้ตรงนั้นอย่างโดดเดี่ยว จนกว่าจะมีใครสักคนโกยมันไปทิ้งถังขยะใกล้ ๆ 

พวกมือเก๋าหน่อยจะรู้ดีว่าผลงานของตัวเองต้องเจอกับชะตากรรมแบบไหน แต่ด้วยความรักษาน้ำใจ พวกเราเลยแทบไม่เคยบอกให้พวกเขาข้ามขั้นตอนวางบนถาด แล้วโยนทิ้งถังขยะตรง ๆ หรอกนะ  

สุดท้ายก็เป็นพวกเราเองนี่แหละ ที่หยิบมันโยนลงถังขยะ  

รายงานบางเล่มที่ส่งมานี่หนาปึก แถมจะมาตอนไหนก็ไม่รู้ ทั้งวันทั้งคืน 

แต่พวกนักข่าวรุ่นเก๋าก็จักการได้

คณะกรรมการที่เขียนรายงานพวกนี้คงใช้เวลาทำกันเป็นเดือนๆ แต่สำหรับพวกเรานักข่าวสายทำเนียบฯ ที่ต้องสู้กับงานที่ท่วมหัว สิ่งแรกที่ทำคือเปิดพุ่งตรงไปยัง "บทสรุปผู้บริหาร" (Executive summary) ทันที แล้วที่เหลือก็ช่างมัน

ตอนย้ายมาเวลลิงตันใหม่ๆ พฤติกรรมแบบนี้ทำให้ผมอึ้งหน่อย "ขี้เกียจกันชะมัด!" ผมแอบบ่นอุบในใจ

แต่พออยู่ไปจนเกือบครบ 5 ปีในตำแหน่งนี้ ผมนี่แหละตัวดี... เปิดหาแต่เอ็กเซ็กคูทีฟ ซัมมารี่ได้เนียนและคล่องไม่แพ้ใครเลยเหมือนกัน

"ยินดีต้อนรับสู่ขุมนรก" ('Welcome to Hell') 3

"ยินดีต้อนรับสู่ขุมนรก" ('Welcome to Hell')

เอียน เทมเปิลตัน (Ian Templeton) ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำรัฐสภา ชี้ให้ดูรูปถ่ายรวมของนักข่าวรัฐสภาประจำปีที่ถ่ายไว้ในยุคของผม เบรนดอนคือนับจากแถวหน้าคนที่สามจากซ้าย ส่วนผมอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับสถานะเด็กใหม่ที่เพิ่งมาถึง นั่นคืออยู่แถวหลังสุดและมีผมดกหนาเป็นพุ่มเลยทีเดียว (RNZ)




ที่ออฟฟิศของ The Press ผมได้ทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานอีก 3 คน

คนแรกคือโอลิเวอร์ ริดเดลล์ (Oliver Riddell) วัยห้าสิบกว่าๆ เขาเป็นรุ่นพี่ใหญ่ที่สุดในออฟฟิศและดูแลข่าวการเมือง เขาเป็นคนที่ทุบคีย์บอร์ดเสียงดังปังๆ ในวันนั้น และเป็นคนที่ชอบใส่เสื้อเชิ้ตสีสันแปลกๆ อยู่เสมอ

โอลิเวอร์เป็นคนแรกที่เข้ามาทักทายผมพร้อมรอยยิ้มกว้าง "ยินดีต้อนรับสู่ขุมนรกนะ" แกแซวขำๆ

คนต่อมาคือ เบรนดอน เบิร์นส์ (Brendon Burns) หัวหน้าทีมของเรา ซึ่งมักจะหายหน้าหายตาไปทริปต่างประเทศที่กระทรวงการต่างประเทศจัดอยู่บ่อยๆ

เบรนดอนแต่งงานมีลูกสองคน เขาดูแลข่าวสายต่างประเทศ เลยได้ติดตามนายกรัฐมนตรีหรือบิ๊กๆ ในรัฐบาลไปเยือนต่างแดนเป็นประจำ

"ข่าวสายนี้มันดีตรงได้เที่ยวนี่แหละ" แกบอกกับผมตรงๆ 

แกมักจะมีของฝากเล็กๆ น้อยๆ ติดมือกลับมาจากทริปเสมอ แล้วก็จะโยนให้พวกเราแบบใจดีตอนที่พวกเรานั่งทำงานกันอยู่

คนสุดท้ายคือ ปีเตอร์ ลุค (Peter Luke) วัยกลาง 30 ซึ่งเด็กที่สุดในบรรดาสามคนนี้

ปีเตอร์ดูข่าวสายเศรษฐกิจและการเงิน และต่อมาเขากลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผมในออฟฟิศนี้ดด้วย

เราสองคนต้องอยู่เวรดึกเหมือนกัน เลยชอบไปนั่งดื่มกันต่อยาวๆ ยันค่ำที่บาร์ในตึกเดอะบีไฮฟ์

ปีเตอร์เป็นหนุ่มโสดที่ไม่เคยขาดข่าวเด็ดๆ เขามักจะอัปเดตข่าวซุบซิบประจำวันเกี่ยวกับนักการเมืองที่เราตามอยู่รวมถึงทีมงานของพวกนั้นให้ผมฟังเสมอ

ก้าวสู่ทำเนียบสื่อแถวหน้า (Joining the elite) 2

ก้าวสู่ทำเนียบสื่อแถวหน้า (Joining the elite)
Aerial view: Bowen House, left, Beehive, parliament on right (nzparliament)

ผมเริ่มงานกับ The Press เมื่อเดือนเมษายนปี 1989 หลังจากที่เคยผ่านงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชานเมืองมาก่อน

ต่อมาผมก็ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในพวกนักข่าวการเมืองนั่นเอง บางคนในนี้คลุกคลีอยู่ในวงการมา 20 ปีหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

รุ่นพี่ใหญ่ที่สุดในออฟฟิศคือ โอลิเวอร์ ริดเดลล์ (Oliver Riddell) เขาคือคนที่ทุบ keyboard เสียงดังปังๆ ในวันนั้น เสียงดังสนั่นมาถึงข้างนอกตั้งแต่ผมยังเดินไปไม่ถึงออฟฟิศเลย

ตลอดห้าปีต่อมาที่ผมทำงานอยู่ที่นี่ ถ้าผมเดินมาแล้วได้ยินเสียงทุบแบบนี้ ผมจะรู้ทันทีว่าโอลิเวอร์กำลังประจำการอยู่

ออฟฟิศของ The Press ตั้งอยู่ตรงต้นทางเดินยาวในตึกโบเวน (Bowen House) ซึ่งอยู่ตรงหัวมุมถนนแลมบ์ตันคีย์ (Lambton Quay) ตัดกับถนนโบเวน (Bowen Street)พอดี

หน่วยงานบริการรัฐสภานิวซีแลนด์เป็นคนเช่าตึกนี้ไว้ เพื่อใช้เป็นสำนักงานชั่วคราวสำหรับ ส.ส., พรรคการเมืองขนาดเล็ก, คณะกรรมาธิการสามัญ รวมถึงห้องข่าวทำเนียบฯ ในระหว่างที่อาคารรัฐสภาฝั่งตรงข้าม—ซึ่งเป็นที่ทำงานปกติ—กำลังปิดปรับปรุงเพื่อเสริมความแข็งแรงรองรับแผ่นดินไหว

จากจุดที่เรานั่งทำงาน เราสามารถมองเห็นตึกเดอะบีไฮฟ์ (The Beehive) ที่ทำงานของนายกรัฐมนตรีและบรรดารัฐมนตรีระดับท็อป รวมถึงมองเห็นอาคารรัฐสภาหลังเก่าที่อยู่ถัดลงไปด้วย

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นวิวอ่าวเวลลิงตันที่สวยจับใจในวันฟ้าโปร่ง แต่จะดูหม่นหมองทันตาเห็นเวลาที่ลมพัดแรงๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโด่งดังของที่นี่

ถ้ามองไปตามทางเดิน สมาคมสื่อมวลชนนิวซีแลนด์ (NZPA) ในยุคนั้น ครองออฟฟิศห้องใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับเราพอดี

และถ้าเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย ก็จะเจอกับสำนักข่าวอื่นๆ อย่าง National Business Review, Dominion, Evening Post, สถานีวิทยุ Radio NZ และ Auckland Herald


เสียงต้อนรับอันอึกทึก (Noisy welcome) 1

เสียงต้อนรับอันอึกทึก (Noisy welcome)


Bowen House, left, Beehive, right (nzparliament)

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงนี้คุ้นๆ แฮะ” ผมคิดในใจ ระหว่างที่กำลังเดินตรงไปยังห้องข่าวของทำเนียบรัฐบาลในเวลลิงตัน (Wellington)

มันคือเสียงของคนที่ไม่ค่อยสบอารมณ์กับคีย์บอร์ดของตัวเองเท่าไหร่

ตอนนั้นผมเพิ่งย้ายมาเวลลิงตันเพื่อเริ่มงานใหม่ ในออฟฟิศเล็กๆ ที่มีทีมงานแค่ 4 คนของหนังสือพิมพ์ The Press ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับรัฐสภา

ผู้อ่านของเราหลายคนคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีทีมข่าวคอยรายงานส่งตรงมาจาก press gallery

ในยุคนั้น—ตอนที่ผมย้ายไปปี 1993—เรายังไม่มีโซเชียลมีเดีย ยูทูบ หรือเครื่องมือกระจายเสียงใดๆ ที่จะมาช่วยโปรโมตตัวเอง

แต่ก็นั่นแหละ ในที่สุดผมก็มาอยู่ที่นี่จนได้

แกะรอย โอลิเวอร์

แกะรอย โอลิเวอร์

เรื่องเต่าตัวน้อยที่ผูกพันข้ามกาลเวลา

1 เสียงต้อนรับอันอึกทึก (Noisy welcome)
2. ก้าวสู่ทำเนียบสื่อแถวหน้า (Joining the elite)
3. "ยินดีต้อนรับสู่ขุมนรก" ('Welcome to Hell')
4. ความเมตตาครั้งสุดท้าย (Acts of mercy)
5. ลิ้มรสความดัง (Taste of fame)
6 เรียกเราว่า "ไอ้สายทุบ" ก็แล้วกัน (Just call us Basher)
7. รุ่นใหญ่ประจำทำเนียบ  (Seniority counts)
8. วาจาเชือดเฉือน (Cuts like a knife)
9. ใครได้คุยกับใคร  (Hierarchy of access)
10.  นับถือผู้ใหญ่ (Looking up to elders)
11. ตำนานเต่าชรา (An old tortoise tale)
12. อัปเดต (Update)
13. อัปเดต 2 (Update 2)

แกะรอย โอลิเวอร์
เรื่องเต่าตัวน้อยที่ผูกพันข้ามกาลเวลา
See here →

Thursday, 28 August 2025

25 years on...

25 years on...

จากดินแดนกีวีไปสู่ดินแดนแห่งรอยยิ้ม


Love at first blush: ผม และ Mr B เกือบ 25 ปีที่แล้ว

ผมเคยเป็นนักข่าวที่ Christchurch ในประเทศนิวซีแลนด์มามากว่า 10 ปี เมื่อผมลาออกในปี 2000 ผมเพิ่งสิ้นสุดความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ยาวนานกับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าผม 15 ปี และต้องการลองใช้ชีวิตเหมือนผู้ชายอายุ 35 ปีที่ปกติบ้าง

ผมตัดสินใจจะหางานทำในประเทศที่ผมเกิดคือออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม เพื่อนหนุ่มที่ทำงานใน Christchurch ชวนผมไปเที่ยวที่ประเทศไทยซะก่อน ดังนั้นเราจึงออกเดินทางไปประเทศไทยด้วยกัน

ผมสนุกมากจนได้มาสมัครงานที่สื่อท้องถิ่นในกรุงเทพฯ ก่อนที่ผมจะบินกลับ

ผมบินไปบริสเบน Brisbane ออสเตรเลียตามแผน แต่ไม่พบโอกาสการจ้างงานที่นั่น นี่เป็นยุคที่มืดมนต์สำหรับอินเทอร์เน็ตที่ยังอยู่ในช่วงด้อยพัฒนา นายจ้างที่ไม่รู้ดีก็บอกผมตรงๆ ว่าผมจบการศึกษาในที่ที่ผิด พวกเขายังยินดีที่จะรับเด็กจากวิทยาลัยเทคนิคระดับท้องถิ่นมากกว่าคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ (อย่างผม) ที่พวกเขาไม่รู้จัก

เมื่อเผชิญกับอุปสรรคนี้ ผมโชคดีเมื่อหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ ที่ผมสมัครงานไปได้ตอบรับกลับมาบอกว่าพวกเขาจะจ้างผม ดังนั้นผมจึงเดินทางกลับไปกรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคม ปี 2000 (ครั้งนี้ผมบินมาคนเดียว เพื่อนคนที่เคยมาเที่ยวด้วยกันกับผมเค้าได้เดินทางไปอังกฤษเพื่อหางานทำเป็นทนายความ) ผมเริ่มทำงานประมาณสองอาทิตย์ต่อมา

แอดมินที่บริษัทผมจองที่พักให้ ที่ YWCA ในเขตสาทรไว้ก่อน นั้นเป็นโชคชะตา เพราะที่ YWCA นั้น  ผมได้พบกับชายหนุ่มที่รู้จักกันในบล็อกนี้ว่า Mr B ซึ่งผมจะคบกันเป็นแฟนในที่สุด

เขาอายุ 20 ปีกว่าๆ และมาเยือนกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกจากจังหวัดชลบุรีที่เป็นบ้านเกิดของเขา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณสองชั่วโมง

เขาทำงานที่ร้านกาแฟชั้นล่างของ YWCA ซึ่งผมมักจะมากินข้าวกลางวันที่นี่
เจ้านายของเขาที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแนะนำให้เราได้รู้จักกันและเกิดการจับคู่กัน

Mr B ซึ่งในขณะนั้นไม่มีที่นอนถาวรของตัวเองและพักอยู่ชั่วคราวกับเจ้านายของเขา และ Mr B ก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันกับผมที่ในห้องเล็กๆ ของ YWCA เพื่อเป็นเพื่อนและช่วยผมสั่งอาหารเป็นภาษาไทย

สองอาทิตย์ต่อมา หลังจากตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันต่อและต้องการหาที่อยู่ของเราเอง เราจึงออกจากที่นั่นไปเช่าคอนโดที่ตลาดพลู ซึ่งเพื่อนๆ ของ Mr B จากชลบุรีได้เช่าห้องที่นี้อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

เราได้ใช้เวลาอยู่ที่คอนโดนี้ถึงเกือบเก้าปี ก่อนที่เราจะย้ายเข้ามาอยู่ในใจกลางเมือง กทม ในเดือนกุมภาปี 2009 ที่คอนโดแถว Yannawa ซึ่งเรายังคงอาศัยอยู่ที่นี่จนถึงทุกวันนี้
งานตกแต่งบ้านที่แฟนเก็บสะสมไว้

'Toy art'
คู่รักของผม ซึ่งในบล็อกนี้เรียกว่า มิสเตอร์บี เขาดูแลผมที่บ้านและหารายได้เสริมด้วยการค้าขายของตกแต่งบ้าน (และเมื่อไม่นานมานี้ ตุ๊กตา Art Toy อีก)

มิสเตอร์บี ซื้อของผ่านการประมูลจากเวปญี่ปุ่น และนำเข้าสินค้านั้นผ่านนายหน้าให้ส่งมายังประเทศไทย และมาทำการขายต่อในกลุ่มเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนี้เขามีกลุ่มลูกค้าประจำอยู่บ้างนิดหน่อย 

นอกนั้นเค้ายังได้ลงคอร์สเรียนฝึกทำขนมญี่ปุ่นอีก เพื่อเอาไว้ทำขนมขายด้วยตัวเองอีกในอนาคต ที่จว.ชลบุรี เราวางแผนจะสร้างบ้านด้วยกันที่ จว.ชลบุรี ตอนสิ้นปีนี้ หลังจากที่ผมถึงเวลาเกษียณอายุงาน 

เนื่องจากประเทศไทยได้อนุมัติกฎหมายสมรสเท่าเทียมให้บุคคลเพศเดียวกันแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันได้ โดยประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศที่สามในเอเชียที่รับรองการแต่งงานของเพศเดียวกันอย่างเป็นทางการ 

เราตั้งเป้าว่าจะแต่งงานตามกฎหมายนั้น เหมือนกับที่หลายๆคู่ได้ทำก่อนหน้าเรา โดยหวังว่าจะตรงกับวันครบรอบ 25 ปีของความสัมพันธ์เราในปีนี้ - มีนาคม 2025