Showing posts with label แกะรอยเดวิด. Show all posts
Showing posts with label แกะรอยเดวิด. Show all posts

Saturday, 20 August 2022

อัฐิที่เฝ้ามองกันและกัน 30

อัฐิที่เฝ้ามองกันและกัน
พ่อแม่ ผม และครอบครัวเดวิดรวมตัวกันไปเที่ยว มาเลเซีย ปี 2009 (เดวิดไปเที่ยวต่อที่ เวียตนาม ด้วย) 2 รูปๆนี่ก็มาจากทริปนั้น


ในตอนนี้ เถ้ากระดูกของน้องถูกแบ่งแยกเก็บไว้คนละที่ครับ ส่วนหนึ่งอยู่กับอดีตภรรยาของเขาที่ออสเตรเลีย และอีกส่วนหนึ่งอยู่กับครอบครัวของพวกเรา

ในวันข้างหน้า จะมีโอกาสที่อัฐิของเดวิดจะกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งไหม?

เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของกาลเวลาครับ เพราะในตอนนี้พวกเรายังไม่เข้าใจกันดีนัก

แต่ผมก็ยังอยากเชื่อว่าสักวันหนึ่ง อาจมีวันที่เรื่องราวต่างๆ คลี่คลายลง และอัฐิของเดวิดจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

สำหรับผม สิ่งสำคัญกว่าการที่เถ้ากระดูกจะอยู่ที่ไหนก็คือ ความหวังว่าวันหนึ่งครอบครัวของเราจะสามารถกลับมาพูดคุยกันได้อีกครั้ง

Update: Barrie Stewart

สำหรับนาย Stewart ผู้ที่ล่วงละเมิดเดวิด ศาลเห็นด้วยว่านาย Stewart กระทำผิดต่อเด็กทั้งหมด 7 คน รวมถึงน้องชายของผมด้วย ตามที่อัยการฟ้อง

แต่เนื่องจากชาวบ้านในละแวกบ้านของเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดี โดยขึ้นป้ายประกาศว่าเขาเป็นคนที่ชอบทำร้ายเด็ก จนทำให้นาย Stewart ได้รับความอับอาย ผู้พิพากษาจึงเห็นว่าเขาถูกสังคมประณามมามากพอแล้ว และสั่งไม่ให้จำคุก

เขาจึงได้รับโทษจำคุกโดยรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปีแทน

ข่าวร้ายเกี่ยวกับคดีของแบร์รี สจ๊วร์ต ซึ่งเขาได้รับโทษโดยไม่ต้องติดคุก ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเดวิดที่ย่ำแย่อยู่แล้วจากการหย่าร้าง และในความเห็นของครอบครัวเรา เรื่องนี้เป็นชนวนเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเขาอย่างรุนแรง เพราะสำหรับน้องชายแล้ว มันดูเหมือนว่านายสจ๊วร์ตลอยนวลไปได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

แต่เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว เราได้ยินข่าวที่น่าประหลาดใจว่า ทางการออสเตรเลียได้ขับไล่นาย Stewart ออกจากประเทศเรียบร้อยแล้ว ในฐานะผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดทางเพศต่อเด็ก แม้ว่าเขาจะไม่ต้องรับโทษจำคุกก็ตาม

เขาถูกเนรเทศกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของเขา — นิวซีแลนด์

พ่อแม่ของผมได้ยินข่าวนี้มาอย่างอ้อมค้อมแบบเหลือเชื่อ ต้องขอบคุณคู่สามีภรรยาที่พวกท่านรู้จัก ซึ่งตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในซิดนีย์

วันหนึ่ง มีนักเปียโนรับจ้างคนหนึ่งมาที่บ้านพักเพื่อบรรเลงเพลงให้ผู้สูงอายุฟังและสร้างความบันเทิงให้พวกเขา

Stewart ซึ่งเคยสอนเปียโนให้เดวิด และยังเคยเล่นดนตรีในงานละครของโรงเรียนด้วย บอกคนเหล่านั้นว่าเขากำลังจะถูกเนรเทศกลับประเทศบ้านเกิดของเขา คือ นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่เขาไม่เคยชอบเลย

เพื่อนของพ่อแม่จึงคิดว่าน่าจะเป็น Stewart และจากรายละเอียดต่างๆ ที่พวกเขาเล่ามา ผมก็คิดว่าพวกเขาน่าจะเดาไม่ผิด

แน่นอนว่า Stewart ไม่ได้บอกว่าทำไมเขาถึงถูกขับออกจากประเทศ

Stewart ดูเหมือนจะถูกเนรเทศภายใต้นโยบายที่เรียกกันว่า มาตรา 501 ซึ่งอนุญาตให้เนรเทศผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองออสเตรเลียและถูกตัดสินว่ากระทำความผิดทางอาญา โดยอ้างเหตุผลด้านความประพฤติ

นโยบายนี้ไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในนิวซีแลนด์ เพราะชาวนิวซีแลนด์จำนวนไม่น้อยที่ถูกส่งกลับแทบไม่มีความผูกพันกับประเทศนี้แล้ว

แต่ในกรณีนี้ สำหรับครอบครัวของเราแล้ว ถือว่าเขาได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ

ความฝันของชายชรา 29

ความฝันของชายชรา
เดวิด

ถึงแม้เราจะอยู่กันคนละประเทศ แต่ในใจผมมักจะแอบฝันไปเองเสมอครับ ว่าในวัยชราเราจะแก่เฒ่าลงไปด้วยกัน

ผมมักจินตนาการถึงวันที่เราเกษียณแล้ว ผมจะถือไม้เท้าเดินกะโผลกกะเผลกไปหาเขาที่บ้าน ไปเจอลูกๆ ของเขา นั่งทานข้าวด้วยกัน หรือช่วยกันทำสวนหน้าบ้าน... เราคงจะดำเนินชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างมีความสุขและสงบ

แต่ลึกๆ แล้ว วันนั้นคงไม่มีทางมาถึง เพราะน้องชายของผมได้ชิงจากโลกนี้ไปเสียก่อน

บทกวีรำลึกถึงน้องชาย 28

บทกวีรำลึกถึงน้องชาย

หลายปีต่อมา เมื่อผมนึกถึงวันนั้น ผมจึงเขียนคำไว้อาลัยเกี่ยวกับกอล์ฟเพื่อระลึกถึงน้องชายที่ผมสูญเสียไปครับ

ผมเขียนวลีสั้นๆ นี้เอาไว้เป็นที่ระลึกถึงเดวิด และชอบอ่านเวลาคิดถึงเขา เนื้อหาย้อนถึงวันนั้นที่น้องพาผมไปที่สนามกอล์ฟ และสอนการจับไม้กอล์ฟให้ถูกต้อง เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราได้เล่นด้วยกันครับ

I didn't see much of you as an adult
and I wish I'd told you when I could
you will always be my brother
even as our spirits age.
One day we'll meet again
and tee off golf shots into the sky.
until then, be cool, my brother
you're with us every day.

ฉบับแปลภาษาไทย

ยามเติบใหญ่ เรามิได้พบกันบ่อยนัก
ใจประจักษ์ นึกเสียดายยามสายเสีย
อยากจะเอ่ย คำในใจที่วนเวียน
แต่พากเพียร บอกไม่ทัน วันเจ้าลา

อย่างไรเสีย เจ้านั้นคือพี่น้องฉัน
แม้วิญญาณจะร่วงโรยตามกาลหน้า
สักวันหนึ่ง เราคงได้พบสบตา
ร่วมหวดลูก สู่ขอบฟ้าในสากล

ถึงวันนั้น... หลับให้สบายนะน้องพี่
ทุกนาที เจ้ายิ่งใหญ่ ในใจผล
พวกเรายัง นึกถึงเจ้า อยู่ทุกคน
แม้มืดมน เจ้ายังอยู่ คู่ทุกวัน

สายใยพี่น้องบนสนามกอล์ฟ 27

สายใยพี่น้องบนสนามกอล์ฟ

ที่พ็อตส์วิลล์ (Pottsville) หนึ่งปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เดวิดพาผมออกไปขับรถเล่นกันครับ เราไปเที่ยวที่โกลด์โคสต์ (Gold Coast) และชายหาดโปรดของเขา

จู่ๆ เขาก็ชวนให้ผมแวะที่สนามไดรฟ์กอล์ฟเพื่อลองหวดดูสักลูกสองลูก นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้ไปสนามกอล์ฟด้วยกันครับ ผมค่อนข้างประหลาดใจทีเดียว

ตอนนั้นผมสังเกตเห็นหลอดยาสีฟันและสเปรย์ระงับกลิ่นปากในช่องเก็บของหน้ารถเขาด้วย ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีไว้เพื่อกลบกลิ่นแอลกอฮอล์ไม่ให้โทนี่รู้ ผมไม่ได้ถามว่าของพวกนั้นวางอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว เพราะในตอนนั้นเขาแยกทางกับเธอมาแล้ว และเขาก็คือชายที่เป็นอิสระ

สมัยเด็กๆ เราคงจะมานั่งเล่นกอล์ฟกันแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะเดวิดชอบแข่งกับผมไปเสียทุกเรื่อง อะไรๆ ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเขาเก่งกว่า จนผมพาลไม่อยากเล่นด้วย

ทำหน้าที่ปกป้องจนนาทีสุดท้าย 26

ทำหน้าที่ปกป้องจนนาทีสุดท้าย

ก่อนที่เราจะออกเดินทางลงใต้ไปยังควีนส์ทาวน์ ผมได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาจากชั้นหนังสือที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ในเมืองไคร์สต์เชิร์ช (Christchurch) ครับ

หนังสือนั้นเขียนโดยพระรูปหนึ่งที่เป็นเกย์ ซึ่งเคยอยู่ที่โรงเรียนของเราในไคร์สต์เชิร์ชเมื่อหลายปีก่อน และเป็นเพื่อนของครอบครัวเราด้วย แต่เดวิดมักจะสงสัยอยู่เสมอว่าพระรูปนี้ดูจะให้ความสนใจกับพวกเด็กหนุ่มๆ มากเกินไปหน่อย

เขาขอยืมหนังสือเล่มนั้นไปจากผม แล้วจู่ๆ หนังสือนั้นก็หายสาบสูญไปเลยครับ

ผมสงสัยว่าเดวิดคงจะแอบเอาหนังสือนั้นไปทิ้ง เพราะเขาไม่อยากให้ผมถูกครอบงำโดยเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้น ซึ่งเป็นบันทึกบทเทศนาต่างๆ เขาไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย และอีกนานหลังจากนั้นผมถึงเพิ่งจะมาตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

เขากำลังปกป้องผมอยู่ครับ... และมันเป็นสิ่งที่น่าตื้นตันใจมากที่น้องชายของผมทำเพื่อผมแบบนี้

เมื่อเราพูดถึงเรื่องที่ไม่เคยพูดกัน 25

เมื่อเราพูดถึงเรื่องที่ไม่เคยพูดกัน
Queenstown

เดวิดกับผมได้คุยกันเรื่องที่เขาเคยถูกทำร้ายตอนเด็ก ๆ แค่ครั้งเดียว ตอนที่เราไปเที่ยวควีนส์ทาวน์กันทั้งครอบครัวเพื่อฉลองวันเกิดครบ 70 ปีของแม่ในเดือนพฤษภาคม 2012 เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

วันนั้นเราออกไปเดินเล่นกัน พ่อ แม่ และน้องสาวสองคนเดินแยกออกไปไหนกันไม่รู้ ส่วนเดวิดกับผมนั่งรอพวกเขากลับมาอยู่บนเนินหญ้ากลางเมือง

เดวิดไม่ได้รอช้า พอนั่งลงปุ๊บ เขาก็เข้าเรื่องเลย

“อีแบรี่เคยทำอะไรกับไมเคิลบ้างไหม?”

อย่างที่ผมเคยเล่าไปครับ แบร์รี่ สจ๊วต คืออดีตครูที่ล่วงละเมิดเดวิด และเขาเป็นเพื่อนของครอบครัวเรา ผมจำได้ติดตาเลยว่ามือของเขามันคืบคลานเหมือนไม้เลื้อยจริงๆ แต่โชคดีที่ผมไม่ได้โดนอะไรที่รุนแรงมากนัก

"หนักที่สุดคือเขาพยายามลูบขาตอนผมอยู่ในรถเขา" ผมตอบไปสั้นๆ

"ผมก็เคยโดนในรถเขาเหมือนกัน" น้องชายผมบอก

แน่นอนว่าเดวิดคงโดนหนักกว่าผมมาก แต่ผมไม่กล้าถาม และเอาเข้าจริงคือผมก็ไม่อยากจะรับรู้ด้วยครับ

"ผมรู้ว่าแกเจ็บใจนะ แต่ถ้าเป็นไปได้ แกน่าจะมองไปข้างหน้า อย่าไปหมกมุ่นกับเรื่องนี้เลย เพราะไม่ว่ายังไง แกก็ยังเป็นเดวิดคนเดิมของพวกเราเสมอ" ผมพยายามพูดให้กำลังใจเขา

นั่นน่าจะเป็นคำแนะนำเพียงอย่างเดียวที่ผมได้ฝากไว้กับน้องชายครับ มันอาจจะดูเหมือนไม่เพียงพอ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะพูดอะไรดี เพราะปฏิกิริยาของแต่ละคนเมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์สะเทือนใจแบบนี้มันไม่เหมือนกันเลย

สวมบทนักสืบจำเป็น 24

สวมบทนักสืบจำเป็น

หลังจากเดวิดตายไปแล้ว ทั้งคุณพ่อคุณแม่ ผม และน้องสาวอีกสองคน ต่างมารวมตัวกันที่ Pottsville แถบ Northern Rivers เพื่อจัดการงานศพของเดวิดครับ

แต่งานอันดับแรกที่ต้องทำคือการตามเก็บสิ่งของส่วนตัวที่น้องทิ้งค้างเอาไว้ในหลายที่ เพราะเดวิดเป็นเจ้าของบ้านลงทุนหลายหลัง พอเลิกกับภรรยา เขาก็หอบของตระเวนไปพักตามที่ต่างๆ หน้าที่ของเราจึงเหมือนต้องมาสะสางงานที่คั่งค้างอยู่ตอนที่เขาจากไป

อย่างในช่วงแรกๆ เราต้องตามหาภาพจิตรกรรมชิ้นหนึ่งที่เขาฝากเข้ากรอบไว้ที่ร้านแถวบ้าน แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นร้านไหน เราต้องแวะไปถามหลายที่แต่ก็ยังหาไม่เจอ นอกจากนั้นยังต้องตามหาแล็ปท็อปที่หายไป ซึ่งเดวิดน่าจะเอาไปซ่อม แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าที่ไหนเหมือนกัน

พวกเราเลยต้อง "สวมหมวกนักสืบ" เพื่อตามหาความจริง

นอกจากนี้ เรายังได้รับสายจากผู้คนมากมายที่โทรมาคุยเรื่องโปรเจกต์ต่างๆ ของเดวิด หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว

ผู้คนเหล่านี้ช่วยเติมเต็มภาพชีวิตของน้องชายผมให้สมบูรณ์ขึ้น ว่าเขาเป็นยังไงบ้างในช่วงวันสุดท้ายของชีวิต

สัญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียว 23

สัญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียว
ผมและอดัม 

ท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างสองครอบครัวในงานศพของเดวิด หนึ่งในไม่กี่คนที่ทำหน้าที่เป็นเสมือน "สะพานเชื่อม" ก็คือ อดัม เพื่อนรักตั้งแต่วัยเด็กของเขาครับ

อดัมรีบจองเที่ยวบินด่วนตามคำเชิญของพวกเราเพื่อมาร่วมพิธีเผาศพ และเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวที่มาร่วมงานในวันนั้น นอกจากนี้ เขายังเขียนคำไว้อาลัยที่งดงามมากให้กับเดวิด ซึ่งโทนี่ยอมให้มีการอ่านข้อความนี้ในงานเลี้ยงไว้อาลัยที่เธอจัดขึ้น (ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีร่างของเดวิดอยู่)

ถ้าผมจำไม่ผิด ครอบครัวของโทนี่อาจจะเป็นคนเชิญเขาไปร่วมงานนั้นด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าครอบครัวของพวกเราไม่ได้ไปครับ

คำไว้อาลัยของอดัมกินใจมาก ผมขอยกบางส่วนมาแบ่งปันไว้ที่นี่ครับ:

 ผมรู้จักคุณมา 25 ปี และผมรู้สึกขอบคุณเสมอที่มีคุณเป็นเพื่อน เราผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก ทั้งความสนุกสนานและความยากลำบากในโรงเรียนแพทย์ แฟลตซอมซ่อ แฟนเก่าที่วุ่นวาย คืนที่บ้าคลั่งในเมือง หรือทริปเดินทางที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่คาดไม่ถึง

ช่วงเวลาเงียบๆ ที่เราได้ทบทวนตัวเอง ทำให้เราทั้งคู่มีโอกาสได้คุยกันเรื่องความหวัง ความฝัน และความกลัว ทั้งวันที่เราดื่มกันหนักเกินไป หรือการแข่งกันจีบสาวสวยๆ แบบเด็กๆ... เหตุการณ์งี่เง่าพวกนั้นจะติดอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป

คุณอยู่ตรงนั้นเสมอให้ผมได้พูดคุย แลกเปลี่ยนข่าวสารทั้งดีและร้าย ระบายความอัดอั้น หรือแบ่งปันรูปครอบครัวที่แสนสุข คุณรออยู่ที่ปลายทางของเที่ยวบิน และพร้อมจะวางแผนช่วงเวลาดีๆ ในอนาคตด้วยกันเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นข้อความสั้นๆ ในอีเมล หรือการนั่งคุยเรื่องชีวิตกันยาวนานหลายชั่วโมง ผมเชื่อใจเสมอว่าคุณจะรับฟังและแบ่งปันมุมมองที่ขวางโลกแต่ก็น่าสนใจของคุณ คุณเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยม เป็นส่วนสำคัญในวิธีที่ผมมองเห็นตัวเอง และคุณคือคนที่ผมอยากจะเป็นให้ได้แบบนั้น

ผมหวังว่าผมจะสามารถช่วยแบ่งเบาความเศร้าและความยากลำบากที่รุมเร้าคุณในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มากกว่านี้ สิ่งที่ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครทำได้ และมันก็นำไปสู่การจากไปของคุณ

เหนือสิ่งอื่นใด ผมประทับใจในความรักที่คุณมีต่อครอบครัว มันเป็นสิ่งที่สะกิดใจผมตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันตอนเป็นวัยรุ่น

ในเวลาต่อมาคือความสุขจากการแต่งงานกับโทนี่ และความภูมิใจที่ได้มีลูกๆ ที่น่ารักอย่าง แอนนา ทอม และหนูเคทตัวน้อย คุณเป็นพ่อที่ทุ่มเทและภูมิใจในตัวลูกๆ มาก คุณทุ่มเททุกอย่างเพื่อฟูมฟักพวกเขา และช่วงเวลาหนึ่ง มันดูเหมือนว่าคุณได้บรรลุความฝันแล้วจริงๆ แต่มันกลับมีจิ๊กซอว์หลายชิ้นที่ไม่สามารถประกอบเข้าด้วยกันได้

ผมเคยเดาว่าคุณอาจจะไม่มีอายุที่ยืนยาวนัก แต่ผมก็ยังตกใจที่มันจบลงอย่างรวดเร็วและไม่คาดคิดขนาดนี้

ผมปรารถนาอย่างยิ่งไม่อยากให้คุณจากไป ผมอยากให้ชีวิตของคุณมีด้านที่มืดมนน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ เพราะชีวิตคุณควรจะยังมีช่วงเวลาที่มหัศจรรย์และน่าตื่นเต้นอีกมากมาย มีช่วงเวลาที่มีความหมายกับลูกๆ ครอบครัว และเพื่อนฝูงของคุณ

ลาก่อนนะเดวิด ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่เรามีร่วมกัน คุณจะอยู่ในใจของผมตลอดไป”

ขอบคุณนะอดัม... ผมมองเห็นภาพน้องชายของผมผ่านคำพูดที่งดงามของคุณ

แม้ว่าเมื่อเทียบกันแล้ว ผมแทบจะไม่ได้รู้จักเขาเลยก็ตาม

สำหรับผม การเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเขา เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วนี่เอง

ประวัติศาสตร์ที่รายล้อมความเงียบเหงา 22

ประวัติศาสตร์ที่รายล้อมความเงียบเหงา

Melaleuca เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างโด่งดังในแถบนั้นครับ และมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานไม่เบา เดิมทีเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ที่ตรงนี้เคยเป็นไร่อ้อยขนาด 4 เฮกตาร์ (ประมาณ 25 ไร่) ต่อมาถูกเปลี่ยนให้เป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ต้นไม้เล็กๆ และท้ายที่สุดก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นฌาปนสถานอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

นอกจากจะเป็นที่ปลงศพแล้ว ที่นี่ยังมีร้านอาหารที่เขาเรียกว่า Reflections Cafe ซึ่งตั้งชื่อไว้อย่างมีความหมาย เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้ใช้เป็นพื้นที่นั่งพักและนึกถึงคนที่จากไปครับ

ในวันที่คุณพ่อคุณแม่ต้องนำเถ้ากระดูกของเดวิดไปฝากไว้ตามคำสั่งศาลครอบครัว เหตุการณ์มันค่อนข้างจะวุ่นวายและบีบคั้นหัวใจทีเดียวครับ

พวกท่านเดินทางไปถึงที่นั่นในช่วงดึกสงัด พอไปถึงก็พยายามถามเจ้าหน้าที่ว่าต้องฝากอัฐิของเดวิดไว้กับใคร แต่กลับไม่มีใครรู้เรื่องหรือเตรียมรับเรื่องไว้เลย

คุณแม่ต้องตัดสินใจควักทั้งใบมรณะบัตร ใบรับรองการเผาศพ และสำเนาคำพิพากษาของศาลออกมาให้เจ้าหน้าที่ดู ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือเปล่า แต่พอเห็นหลักฐานพวกท่าน เจ้าหน้าที่ก็ยอมรับฝากโกศของเดวิดไว้ และบอกว่าจะดำเนินการส่งมอบให้กับ "อดีตภรรยาขี้ลืม" ของเขาต่อไป

อย่างที่คุณแม่เขียนไว้ในอีเมลตอนนั้นครับ: "โชคดีที่แม่พกทั้งใบมรณะบัตร ใบรับรองการเผาศพ และสำเนาคำสั่งศาลติดตัวไปด้วย สุดท้ายพวกเขาก็ถ่ายเอกสารเก็บไว้และออกใบรับรองให้เรา... พวกเราเกลียดความรู้สึกที่ต้องทิ้งเขาไว้ในสถานที่ที่ดูเย็นชาเหมือนสุสานแบบนั้นเหลือเกิน มันเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจมากอย่างที่ลูกคงจินตนาการออก" (อีเมลลงวันที่ 16 สิงหาคม 2017)

เมื่อ Grey Nomads เริ่มต้นการเดินทาง (ที่ไม่ได้ปรารถนา) 21

เมื่อ Grey Nomads เริ่มต้นการเดินทาง (ที่ไม่ได้ปรารถนา)
Melaleuca Station Memorial Gardens and Crematorium

คุณพ่อกับคุณแม่ของผมตั้งใจไว้ว่าอยากจะเป็นคนส่งมอบเถ้ากระดูกด้วยตัวเองเมื่อเด็กๆ บรรลุนิติภาวะแล้ว เพราะพวกท่านหวังว่าจะได้ใช้โอกาสนั้นเล่าเรื่องราวของเดวิดให้ลูกๆ ฟัง ว่าพ่อของพวกเขาคือ "นักสู้" ตัวจริง

แต่ฝั่งของโทนี่กลับมองว่าเถ้ากระดูกนี้คือ "เครื่องต่อรอง" (lever) เพื่อใช้เข้าหาเด็กๆ เธอจึงปฏิเสธไม่ให้พวกท่านได้พบหลาน

ก่อนที่การหย่าร้างจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ในช่วงที่ความตึงเครียดในชีวิตคู่เริ่มปรากฏชัด เดวิดได้จัดตั้ง กองทุนทรัสต์ (Trust) ขึ้นเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับลูกๆ ของเขา

นอกเหนือจากการเลี้ยงดูลูกๆ แล้ว อีกเป้าหมายหนึ่งที่เดวิดต้องการทำอย่างแน่นอนคือการ "จำกัดวงทรัพย์สิน" (ringfence) ของเขาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โทนี่เรียกร้องส่วนแบ่งจากรายได้ของเขาหลังจากแยกทางกัน

การจัดการมรดกของเขา ซึ่งต้องใช้คนกลางในการไกล่เกลี่ย (mediator) เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อเรียกร้องของโทนี่กับทรัพย์สินที่เดวิดแยกไว้ในกองทุนให้ลูกๆ นั้น ต้องใช้เวลายืดเยื้อยาวนานกว่า 4 ปีเลยครับ

เรื่อง "เถ้ากระดูกของเดวิด" กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ (settlement) ซึ่งในเวลาต่อมาศาลครอบครัวก็ได้ประทับตราอนุมัติข้อตกลงนี้

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว โทนี่ยอมลดท่าทีแข็งกร้าวที่เคยยื่นคำขาดให้ส่งมอบเถ้ากระดูกทันทีลง และยอมรับข้อเสนอที่ให้รอไปอีก 9 เดือนเพื่อเป็นการพบกันครึ่งทาง

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ของผมได้รับคำสั่งว่าต้องเป็นคนนำเถ้ากระดูกไปส่งมอบที่สถานฌาปนกิจในออสเตรเลียด้วยตนเอง และ "สั่งห้าม" ไม่ให้มีการติดต่อกับลูกๆ ของเธอโดยเด็ดขาด

หลังจากน้องชายของผมเสียชีวิต พ่อแม่ตัดสินใจขายบ้านที่ Tweed Valley แล้วย้ายกลับไปอยู่นิวซีแลนด์ถาวรครับ เพราะอยู่ที่บ้านออสซี่ทีไรก็อดนึกถึงน้องไม่ได้ มันรู้สึกเศร้าเกินกว่าจะรับไหว

สุดท้าย พ่อแม่จึงต้องบินกลับไปที่ออสเตรเลียอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นทริปที่เศร้าโศกเหลือเกินครับ พวกท่านเช่ารถจากเมือง Brisbane เพื่อขับต่อไปยัง Tweed Valley เป็นระยะทางกว่า 130 กิโลเมตร และพักแรมตามโรงแรมระหว่างทาง

ทริปนี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องกลายร่างเป็น "Grey Nomads" (กลุ่มผู้สูงอายุที่ตระเวนเดินทางท่องเที่ยว) เพื่อไปทำหน้าที่ที่พวกท่านไม่ได้อยากทำเลยสักนิด

โทนี่เลือกสถานที่ปลงศพขนาดใหญ่ในแถบ Tweed Valley ที่ชื่อว่า Melaleuca Station Memorial Gardens and Crematorium ซึ่งถ้าดูจากรูปจะเห็นอาคารหลังใหญ่ที่สร้างในสไตล์โกธิค (Gothic) ครับ

ความเสียใจที่เก็บไว้ในใจ 20

ความเสียใจที่เก็บไว้ในใจ

ลึกๆ แล้วผมก็แอบเสียใจครับที่พวกเราเลือกจัดพิธีฌาปนกิจเป็นการส่วนตัวขนาดนั้น เพราะงานที่มีแค่ครอบครัวมันช่างดูขัดแย้งกับตัวตนที่แท้จริงของเดวิดที่เป็นคนอัธยาศัยดีและชอบเข้าสังคมเหลือเกิน

พี่ชายของผมมีเพื่อนเยอะมากครับ และผมมั่นใจว่าเพื่อนๆ ทุกคนคงอยากจะมาร่วมไว้อาลัยเขาเป็นครั้งสุดท้าย

หลังเขาเสียชีวิต มีข้อความไว้อาลัยหลั่งไหลเข้ามานับร้อย เพื่อนๆ ในทั้งสองประเทศต่างช่วยกันจัดงานรำลึกเล็กๆ ขึ้นมาเอง แม้แต่บ้านพักคนชราที่เขาทำงานพาร์ทไทม์อยู่ยังช่วยกันทำสมุดภาพรวมข้อความไว้อาลัยจากคนไข้สูงอายุที่เขารักมาให้เลยครับ

เขาเป็นที่รักของใครหลายคนมากจริงๆ และผมสงสัยว่าภรรยาของเขาก็คงจะสังเกตเห็นเรื่องนี้เหมือนกัน

ในข้อความบน Facebook ตั้งแต่เขาเสียชีวิต เธอมักจะระดมทุนเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย ซึ่งมันทำให้ผมรู้ว่าเธอกำลังพยายามชี้เป้าว่าสาเหตุการตายของเขาคือการฆ่าตัวตาย แทนที่จะยอมรับถึงผลกระทบจากการหย่าร้างที่แสนขมขื่นครั้งนั้น

Toni's FB appeal

และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงพยายามกีดกันหลานๆ ออกจากครอบครัวเรา เพราะพวกเรามักจะมองเรื่องนี้ด้วยเหตุและผลมากกว่า ว่าการหย่าร้างมันมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเธอจะไม่ยอมรับมันก็ตาม

หลังจากเดวิดเสียชีวิต คุณพ่อกับคุณแม่ย้ายกลับไปอยู่นิวซีแลนด์ถาวรครับ แต่พวกท่านยังคงส่งเงินไปให้ ทอม, แอนนา และเกรซ ในวันเกิดของเด็กๆ เสมอ

แต่รอยร้าวนี้ก็ไม่เคยได้รับการเยียวยา จนถึงทุกวันนี้พวกท่านก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย หลังจากที่โทนี่ตัดการติดต่อทุกช่องทางไปแบบถาวร

การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยอนาคต 19

การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยอนาคต

โทนี่อยากจะตั้งงานศพและไว้ทุกข์ให้เดวิดที่บ้านพักริมชายหาดของพวกเขาครับ แต่พวกเราไม่เห็นด้วยเลย 

หลังจากที่เธอหมางเมินและทอดทิ้งเขาในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ จู่ๆ เธอก็กลับมาเปลี่ยนใจเอาตอนนี้

พวกเราแจ้งกับบริษัทรับจัดงานศพถึงข้อพิพาทนี้ และกังวลว่าเธอจะบุกมาชิงร่างของเขาไป

บริษัทเล่าว่าเคยมีเคสแบบนี้มาก่อนที่อีกฝ่ายบุกเข้ามาแย่งชิงร่างไปกลางงานศพ เขาเลยแนะนำให้พวกเราจัดงานแบบเงียบๆ 

โดยไม่แจ้งหรือชวนใครเลย จากนั้นพอถึงวันฌาปนกิจ พวกเราก็มารวมตัวกันที่นั่น ทยอยเดินเข้าไปบอกลา

น้องชายที่ตั้งไว้ในห้องรับแขกหลังผ้าม่านทีละคนจนเสร็จ แล้วนั่งมองดูโลงศพของเขาถูกเคลื่อนเข้าเตาเผา

ตามลำพังแค่คนในครอบครัว แน่นอนว่าฝ่ายโทนี่โกรธจัดที่พวกเราทำแบบนี้

เราตัดสินใจจัดการเรื่องพิธีเผาศพเป็นความลับครับ แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะแบ่งเถ้ากระดูกส่วนหนึ่งไว้ให้ลูกๆ ของเขาก็ตาม

แต่ทนายของพวกเราดันสื่อสารผิดพลาดจนไปบอกฝั่งนั้นเรื่องเถ้ากระดูก และพอโทนี่รู้เข้า เธอก็ยื่นคำขาดให้

เราส่งเถ้ากระดูกทั้งหมดให้เธอทันที เธอบอกว่าลูกๆ คิดถึงพ่อมากและเสียใจสุดๆ ที่ไม่มีแม้แต่ป้ายหลุมศพ

หรืออะไรสักอย่างที่ช่วยให้พวกเขาได้ไว้อาลัยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

สองฝ่ายที่ไม่มีวันบรรจบ 18

สองฝ่ายที่ไม่มีวันบรรจบ

เมื่อถึงวันที่เขาจากไป ซึ่งเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มหลังจากที่โทนี่ไล่เขาออกจากบ้าน ทั้งสองฝ่ายก็ไม่เคยหันหน้ามาคุยกันดีๆ อีกเลย 

นอกจากการสื่อสารผ่านทางทนายความเท่านั้น... และเรื่องนี้เองที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพิธีศพของเขาในเวลาต่อมา

หลายคนอาจจะคิดว่าความตายของเดวิดน่าจะทำให้ทั้งสองครอบครัวยอมหันหน้าเข้าหากันได้บ้าง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ ในเคสของเขามันกลับยิ่งผลักให้ทั้งสองฝ่ายแตกแยกและเหินห่างกันมากกว่าเดิมเสียอีก

ทั้งสองครอบครัวนัดหมายเข้าเยี่ยมศพแยกกันคนละเวลา ซึ่งก็คงจะประสานงานผ่านทางทนายหรือไม่ก็เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนั่นแหละครับ

ครอบครัวของพวกเรามีสิทธิตามกฎหมายในการดูแลร่างของเขา แต่พวกเราก็ต้องยอมนั่งรออยู่ในอีกห้องหนึ่ง เพื่อเปิดทางให้ลูกๆ ของเดวิดได้บอกลาคุณพ่อของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย

ทางโรงพยาบาลใช้วิธีรับมือกับความสูญเสียในแบบสมัยใหม่ครับ... พวกเขาอนุญาตและชวนให้เด็กๆ ขึ้นไปนอนกอดบนเตียงเดียวกับเขาได้ ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นเดวิดได้กลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้ว

แบร์รี่กับเหยื่ออีกราย 17

แบร์รี่กับเหยื่ออีกราย

จะว่าไปมันก็น่าแปลกดีครับ เพราะจริงๆ แล้วแบร์รี่ก็เคยทำแบบนั้นกับผมเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนั้นผมยังอ่อนต่อโลก เลยไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่"

เขามักจะบอกให้ผมไปนั่งข้างๆ เขาในรถ และไม่กี่อึดใจต่อมา มือของเขาก็จะค่อยๆ คืบคลานเข้ามา... มันไต่ขึ้นมาตามขาของผมราวกับเถาวัลย์

ในยุคนั้นรถยังเป็นเกียร์กระปุกอยู่เลยครับ ผมยังนึกสงสัยอยู่เลยว่าเขาจัดการสับเกียร์ไปด้วยและทำเรื่องพรรค์นั้นไปด้วยพร้อมๆ กันได้ยังไง

ตอนนั้นผมรู้สึกเพลินๆ ดีด้วยซ้ำ แต่ก็แอบสงสัยว่าเขาทำแบบนี้ทำไม

จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกนานพอสมควรนั่นแหละครับ ผมถึงได้ตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเรียกว่า "การล่วงละเมิดทางเพศ" (ดูรายละเอียดด้านล่างได้เลยครับ)

มรสุมชีวิตที่พัดหวน 16

มรสุมชีวิตที่พัดหวน

เดวิดแบกรับความรู้สึกอับอายไว้ลึกๆ และปิดบังเรื่องการถูกล่วงละเมิดเป็นความลับจากครอบครัวมาเกือบตลอดชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเขา

ในคำให้การต่อตำรวจ เขาเล่าว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นระหว่างการเรียนเปียโนและในรถของแบร์รี่

แบร์รี่เคยมาสอนเปียโนให้เขาที่บ้านเรา และบางครั้งก็ขับรถไปรับไปส่งเขาจากโรงเรียน

นอกจากนี้ พวกเรายังเคยไปนอนค้างที่บ้านของแบร์รี่อยู่บ่อยครั้ง เพราะบ้านของเขาอยู่ติดชายหาด

ปัญหาสุขภาพของเดวิดเริ่มมีสัญญาณตั้งแต่ตอนที่เรายังอยู่ที่ซิดนีย์ แต่มันก็เริ่มทุเลาลงตอนที่เราย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านั้นกลับมากำเริบหนักอีกครั้งหลังจากมีข่าวการจับกุมแบร์รี่ในปี 2009

ตำรวจขอให้เดวิดไปให้การ หลังจากที่แบร์รี่รับสารภาพและระบุชื่อเดวิดว่าเป็นหนึ่งในเหยื่อของเขา

พอยิ่งสุขภาพแย่ลงตอนอยู่ที่ออสเตรเลีย ​น้องชายของผมก็เริ่มดื่มเหล้าเพื่อลบความเจ็บปวด 

และเริ่มกลายเป็นโรคคลั่งผอม เขาปฏิเสธที่จะทานอาหารเพื่อลงโทษตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต

ทรุดฮวบฮาบ 15

ทรุดฮวบฮาบ

อาการของเขาต้องทรุดลงเร็วมากแน่ๆ เพราะชายหนุ่มที่ผมนอนเห็นอยู่ในโลงศพ ซึ่งตั้งอยู่อย่างเงียบเชียบหลังม่านในสถานจัดงานศพนั้น ดูไม่เหมือนเดวิดคนที่ผมเจอที่กรุงเทพฯ เลยสักนิด

เขาดูซีดเซียว ซูบตอบ และดูแก่กว่าอายุจริงไปมาก

เขายังคงสวมชุดสูทตัวเดิมที่หลวมโคร่งนั่น ดูเหมือนคนที่กำลังจะเดินทางไปหาช่างตัดเสื้อเพื่อเอาชุดเข้า

ในวันที่เขาเสียชีวิต เดวิดน้ำหนักตัวเหลือเพียง 47 กิโลกรัม... ทั้งที่ตอนที่เขายังแข็งแรง เขาตัวใหญ่กว่าผมเสียอีก

รักษาภาพลักษณ์จนนาทีสุดท้าย 14

รักษาภาพลักษณ์จนนาทีสุดท้าย

ผมได้เจอเขาที่กรุงเทพฯ สองสัปดาห์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ตอนนั้นเดวิดดูผอมลงมาก แต่ก็ยังดูแข็งแรงดีอยู่

เขายังทานอาหารมื้อใหญ่ได้ตามปกติ และพาผมไปที่ห้องพักของเขาในโรงแรมเลอบัว (lebua hotel)

ผมเห็นเขาเปิดแล็ปท็อปค้างไว้หน้าเว็บไซต์หาคู่

ผู้หญิงทุกคนในหน้านั้นเป็นสาวผมบลอนด์ และที่น่าตกใจคือทุกคนดูคล้ายกับโทนี่มากครับ

"พระเจ้าช่วย... แค่คนเดียว (แบบโทนี่) ยังเข็ดไม่พออีกเหรอ?" ผมหยอกเขาไปแบบนั้น

เดวิดยังคงต้องการ "ภรรยาที่เชิดหน้าชูตา" (trophy wife) แม้ว่าจะผ่านมรสุมชีวิตกับโทนี่มาอย่างสาหัส แต่เขาก็ยังไม่เข็ดจริงๆ

เข้าเรื่องแบบไม่อ้อมค้อม 13

เข้าเรื่องแบบไม่อ้อมค้อม

นอกจากเรื่องอื่นๆ แล้ว เดวิดยังเป็นที่เลื่องลือในหมู่พวกเราที่รู้จักเขาดี ในเรื่องของ "มารยาทข้างเตียง" (bedside manner) ที่ค่อนข้างจะขวานผ่าซากและตรงไปตรงมาสุดๆ ครับ

มีอยู่วันหนึ่ง คนไข้คนหนึ่งที่เป็นสิงห์อมควันตัวยง แถมยังป่วยเป็น โรคถุงลมโป่งพอง (emphysema) ระยะสุดท้าย มาพบเขา 

ปกติเวลาที่เดวิดออกไปตรวจคนไข้นอกเวลาคลินิก เขามักจะแวะไปที่บ้านของชายคนนี้พร้อมกับถังออกซิเจนเสมอ

"หมอครับ ผมควรจะเลิกสูบบุหรี่ไหม?" ชายชราถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังและเปี่ยมไปด้วยความหวัง

"ไม่ต้องหรอกครับ อีกไม่กี่สัปดาห์คุณก็ตายแล้ว... สูบต่อไปเถอะ" เดวิดตอบกลับไปหน้านิ่ง

ผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันครับว่า หลังจากที่ได้ยินข่าว (ดี?) แบบนั้นแล้ว คนไข้คนนั้นจะเดินกลับบ้านไปแบบแฮปปี้ขึ้นหรือเปล่า 55

พรั่งพรูเหมือนไข่กบ 12

พรั่งพรูเหมือนไข่กบ
Striped marsh frog

เดวิดมักจะรับมือกับมรสุมชีวิตแทบทุกเรื่อง—แม้แต่งานที่แสนน่าเบื่อในคลินิก—ด้วยอารมณ์ขันแบบปลงๆ

ผมมักจะไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ที่ Tweed Valley ทุกปี และแน่นอนว่าได้เจอเขาเป็นประจำ เพราะเขาอาศัยอยู่แถวนั้น เดวิดชอบพาผมไปเที่ยวตามที่แฮงเอาท์แถวชายหาดและ Gold Coast เราเคยไปที่สนามกอล์ฟด้วยกันครั้งหนึ่งเพื่อลองหวดวงสวิงดู (ดูภาพด้านล่างได้เลยครับ)

ตอนที่ผมนั่งรออยู่ในห้องโถงของคลินิก ซึ่งเป็นตึกเรียบๆ ในห้างสรรพสินค้าที่ดูธรรมดามาก ผมถึงกับทึ่งที่เขาตรวจคนไข้ได้เร็วสุดๆ

ระหว่างที่ผมนั่งเหม่อๆ ก็นึกย้อนไปถึง "ไข่กบ" ที่พวกเรามักจะเจอในลำธารสายเล็กๆ ตรงท้ายสวนที่บ้านในซิดนีย์ พวกมันคือ กบนาลายแถบ (Striped Marsh Frogs) ซึ่งมักจะจับคู่และสร้างรังฟองสบู่ (foam nests) ภายใต้ความมืดมิด. 

หลังจากที่ได้ยินเสียงเหมือน "น้ำหยดจากก๊อก" ในตอนกลางคืน (ซึ่งจริงๆ คือเสียงเรียกหาคู่ของตัวผู้) เดวิด พี่สาว และผมก็จะตื่นมาเจอแพฟองไข่ที่มีจุดดำๆ เล็กๆ อยู่ข้างใน ลอยล่องอยู่ในสระน้ำในเช้าวันรุ่งขึ้น. 

ในขณะที่ผมนั่งอยู่ในคลินิกที่ดูไร้ชีวิตชีวา ผมมองดูคนไข้ของเดวิดเดินเข้าไปในห้อง และเพียงไม่กี่นาทีต่อมา พวกเขาก็เดินกลับออกมา... พรั่งพรูออกมาเหมือนไข่กบเล็กๆ พวกนั้นเลยครับ

ผมนึกไปถึงเสียงกบร้องหาคู่ในคืนนั้น และจู่ๆ เราก็เหมือนกลับไปก้มตัวอยู่ริมลำธารนั่นอีกครั้ง คอยมองหาลูกอ๊อดด้วยกัน

บ็อก! บ็อก!

ไม่กี่วันต่อมา พวกมันก็จะเริ่มฟักตัว และจู่ๆ ก็มีลูกอ๊อดเต็มไปหมดจนเราไม่รู้จะจัดการยังไงดี เจ้าลูกอ๊อดจะดิ้นหลุดออกมาจากเปลือกไข่ แล้วตกลงผ่านฟองสบู่ที่ค่อยๆ สลายตัวลงสู่ลำธารด้านล่าง.

ตอนเด็กๆ พวกเราชอบคิดไปเองว่าเรากำลังช่วยฟูมฟักพวกมันอยู่ ทั้งที่ความจริงแล้วธรรมชาติทำหน้าที่ได้ดีกว่าเยอะ พวกเราเป็นเพียงแค่ผู้ชมที่ได้เห็นปาฏิหาริย์ในทุกๆ วันเท่านั้นเองครับ

พอผมถามว่าทำไมเขาถึงทำงานเร็วขนาดนี้ เดวิดก็ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า เขาได้เงินอุดหนุนจาก​ภาครัฐให้คนไข้แต่ละราย และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีอาการอะไรหนักหนาที่ต้องตรวจนานนัก

เมื่อเรื่องราวการล่วงละเมิดถูกเปิดโปง 11

เมื่อเรื่องราวการล่วงละเมิดถูกเปิดโปง

จุดเริ่มต้นของขาลงในชีวิตเดวิดเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนครับ ตอนที่ข่าวการจับกุมอดีตคนที่เคยล่วงละเมิดเขา

ตอนเด็กๆ กลายเป็นข่าวดังในออสเตรเลีย และตำรวจก็ขอให้เขาไปเป็นพยานในศาลด้วย

สมัยเดวิดยังเป็นวัยรุ่นช่วงต้นๆ เขาโดนคุณครูที่โรงเรียนประถมล่วงละเมิดทางเพศ เขาพยายามปิดบังเรื่องนี้

ไม่ให้ใครรับรู้เพราะรู้สึกอับอาย และที่แย่ไปกว่านั้นคือครูคนนี้ยังเป็นเพื่อนของครอบครัวเราด้วยครับ

ผมเองก็เรียนที่โรงเรียนเดียวกัน แต่โชคดีที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของแบร์รี่มาได้

สุขภาพจิตของเดวิดเริ่มแย่ลงตอนนั้น แต่อาการมักจะแสดงออกมาทางอ้อม พวกเราเลยดูไม่ออกเพราะไม่รู้สาเหตุจริงๆ 

และเขาก็ไม่ยอมบอกใคร แต่เรื่องนี้ก็ต้องถูกเปิดโปงในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2009 เมื่อสื่อออสซี่ประโคมข่าวไป

ทั่วประเทศว่าโรงเรียนเก่าของพวกเราเคยเป็นแหล่งกบดานของพวกใคร่เด็ก (pedophile ring) ที่มีสมาชิก

หลายคน รวมถึงไอ้ครูคนนั้นที่ทำกับเดวิดด้วย เขาชื่อ แบร์รี่ สจ๊วต (Barrie Stewart) และถูกตำรวจจับกุมตัว

ได้ที่ซิดนีย์ครับ