Showing posts with label บ้านกทม. Show all posts
Showing posts with label บ้านกทม. Show all posts

Sunday, 18 October 2020

Maskless in Bangkok (part 6, final)


                             VOA asks: หน้ากากสำหรับวิถีชีวิตใหม่ แต่ทำไมบางคนไม่อยากทำตาม? Why indeed!

แต่ผู้นำนักการเมืองจะว่ายังไงก็แล้วแต่
แต่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าเราต้องปรับจูนชีวิตให้เค้ากับไวรัสนี้ได้แล้ว
ไม่ใช่หาที่ลบโดยปิดบ้าน ปิดเศรษฐกิจ ปิดท้องฟ้า
ในช่วงนี่ที่เรายังรอการพัฒนาวัคซีนอยู่
ยังไงก็ตามผู้เชียวชาญบอกว่า วัคซีนจะไม่สามารถรักษาได้อย่างมหัศจรรย์
เพราะผลวัคซีนอาจจะเข้าไม่ทั่วถึง
สมัยนี้ยังมีหลายคนต่อต้านการฉีดวัคซีนเลย
แต่ในมุมบวก อัตราคนตายจากไวรัสลดลงจากตอนแรก เพราะเรารักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น
และผู้ที่เสียชีวิตจากไวรัสนี้ ส่วนใหญ่มีอายุมากและมีโรคอื่นแทรกซ้อนด้วย
ในทางกลับกันแนวคิดตอนแรกๆ นั้น ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า
เพื่อสร้างความต้านทานต่อไวรัสเราต้องสัมผัสกับมันมากขึ้นต่างหาก
พวกเขาแนะนำให้เราแยกผู้สูงอายุออกไป ให้อยู่ใต้มาตรการ lockdown
อย่างเมื่อก่อน และบังคับให้คนอื่น ๆ ใช้ชีวิตปกติเพื่อจะเกิดความ herd
immunity
-
ผ่านไปแล้วหลายเดือนตั้งแต่ทางรัฐสั่งให้ประเทศเข้าสู่ lockdown
ผมปล่อยตัวหน่อย เราปฏิบัติตัวในการรับ lockdown ในนามเท่านั้น
เพราะไม่ค่อยมั่นใจในระบบนี้เป็นหลายๆอย่าง
ถ้าฉันสวมหน้ากากอนามัย ก็เท่ากับว่าผมซื้อตั๋วเข้าสู่สังคมที่ปลอดภัย
ในสายตาพวกนั้นที่ยังเคร่งเครียดอยู่เรื่องนี้
ผู้คนจะมองว่าฉันเป็นคนที่คล้อยตามพวกเขา แล้วคงจะสบายใจ
ผมจะยอมใจทำเพื่อเค้าเท่านั้น
ฉันจะทำเพื่อรณรงค์ต่อต้านไวรัส แต่ก็ยังหาโอกาสไม่สวมใส่ด้วย
(เช่นเวลาอยู่คนเดียว)
และส่งสัญญาณให้เพื่อนคนไทยรู้ว่าถึงเวลาที่เราจะเริ่มใช้ชีวิตเข้ากับไวรัสนี้ไปแล้ว
จุดยืนของฉันปักหลักอยู่ที่เศรษฐกิจ
เราต้องเริ่มซ่อมแซมและช่วยมันฟื้นขึ้นบ้าง ถึงจะเจอเสี่ยงติดโรคบ้าง
เพราะไวรัสไม่แรงอย่างที่คนคิดในตอนแรก และที่ยิ่งกว่านี้
ชีวิตคนสำคัญมากกว่า

Maskless in Bangkok (part 5)

Line-up at the local 7-11

นักการเมืองพวกนี้ แสดงให้เห็นถึงการขาดความเป็นผู้นำ

เค้าประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจต่ำเกินไปและ
ไม่ยอมมีนโยบายต่อสู้ที่สมดุลมากกว่านี้
เศรษฐกิจอาจจะตกต่ำลงไปเรื่อยจนกว่าจะได้ค้นพบวัคซีนแก้วไวรัสให้หายขาดดี
เพราะการค้นพบและการพัฒนาวัคซีนต้องใช้เวลานาน
และวัคซีนอาจไม่สามารถรักษาได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย
นิวซีแลนด์กำหนดให้มีการปิดกั้นอย่างเข้มงวดและประกาศชัยชนะแบบอวดฝีมือในการสู้รบกับไวรัส
แต่ไวรัสก็ยังกลับมาโจมตีภายในประเทศนั้นอยู่ดี
ชาวบ้านก็เริ่มเสียความมั่นใจในสภาวะ lockdown แล้ว
ในขณะทางรัฐยังบังคับให้คนกักตัวอยู่ที่บ้าน ขอควรปฎิบัติยังเต็มไปด้วยช่องโหว่
คุณอาจตรวจอุณหภูมิตัวเองที่ 7-11 แต่เมื่อเข้าไปข้างในพบว่าต้องโดนคนเบียดเสียดกัน
เหมือนปลาซาร์ดีน social distancing  หายไปไหน
หรือคุณจะอุตส่าฝากทิ้งชื่อ กับที่อยู่ เอาใว้ที่หน้าห้างก็ได้
(คือเสียเวลา) แต่พอเดินเข้าไปก็เห็นทั้งร้านว่างเปล่าอยู่ดี
เพราะคนยังไม่กล้าออกไปข้างนอก
แค่นี่ยังไม่พอ เราจะยังเจอพวกดื้อรั้นไม่ยอมสวมหน้ากากข้างนอกอีกด้วย
ต่อจากนั้นไวรัสเกิดแพร่ระบาดเข้าสังคมเป็นระลอกที่สอง
แต่อัตราผู้เสียชีวิตน้อยกว่าครั้งแรก
ประเทศอย่าง นิวซีแลนด์ ที่รีบประกาศก่อนหน้านี้ว่า ได้ชนะไวรัสเฟสแรกไปแล้ว
เลยดูโง่เขลาไม่น้อย
เนื่องจากต้องกำหนดมาตรการควบคุมใหม่ทำให้คนในท้องถิ่นโกรธแค้นและประท้วงบนท้องถนน
ขณะที่ประชาชนเกิดฉลาดกว่าเมื่อก่อน (คือรู้มาก)
หลังจากถูกนักวิทยาศาสตร์และนักการเมืองพาไปทำชีวิตตัวเองพัง
ต่อจากนี้ถ้าทางรัฐจะให้ ปชช เข้า lockdown อีก เค้าคงไม่ยอมง่ายๆ
เหมือนเมื่อก่อน อีกแล้ว
พวกเขาได้สร้างภูมิคุ้มกันต่อต้าน lockdown
ในแบบเดียวกับที่ร่างกายของผู้คนทำเมื่อไปสัมผัสกับไวรัสจริงนั้นเอง

-
Lucky still to have jobs...


ยังที่ว่าไปแล้ว ปัญหาไวรัสกลายเป็นประเด็นทางการเมือง
เช่นเดียวกับการจลาจลในการ race
เพราะผลกระทบไม่สม่ำเสมอและไม่ได้รับการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกัน
พวก Progressives โต้แย้งว่าไวรัสดีดตัวขึ้นเนื่องจากประเทศต่างๆคลี่คลาย
lockdown เร็วเกินไปและพวกเค้าต้องการดึงสะพานขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะพรรค conservatives เน้นการฟื้นตัวเศรษฐกิจก่อน
เนื่องจากการตอบสนองครั้งแรกมีข้อบกพร่อง
และเชียร์มาตรการแบบปานกลาง ไม่ใช่เข้มข้น
เค้าหนุนแนวทางแก้ที่มีความยั่งยืนเนื่องจากไวรัสอาจอยู่กับเราไปอีกนาน
เค้าผลักดันนักวิทยาศาสตร์เห็นด้วย
เพื่อให้เศรษฐกิจและโรงเรียนเปิดอีกครั้ง

now, see here

Maskless in Bangkok (part 4)

Saving the world...

เราต้องอธิบายเบื่องลึกเบื่
องหลังหน่อย

คือว่า ประชาชนเห็นว่า เค้าโดนหลอกด้วยนักกานเมืองที่ชอบแตกแยกสังคมในขณะหาเสียง
และนักวิทยาศาสตร์ที่ปั่นกระแสอยากดังจากการต่อต้านไวรั
เอาพวกนักวิทยาศาสตร์ก่อน
มีบางรายยอมรับว่า
เค้าผิดพลาดที่ไม่ได้วางแผนรับมือกับโรคที่ระบาดกว้างและเร็วขนาดนี้ตามที่ควร
ทั้งๆที่ประเทศเราเคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆกับเรื่องแบบนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
ตอนที่เราต้องเจอโรค MERS และ SARS นั้นเอง
ด้วยความรู้สึกผิดมั้ง เมื่อเจอโคหวิดเข้ามาแล้ว
และนักวิทยาศาสตร์นั้นแอบรู้ตัวว่าเค้ายังไม่เตรียมประเทศให้พร้อมจะสู้พอ
เค้าตื่นตระหนักสั่งให้เศรษฐกิจปิดหมดใว้ก่อน
เพราะกลัวว่าจะโดนทัวร์ลงถ้าอัตราผู้เสียชีวิตจะสูงมากขึ้นต่อเนื่องยังที่เราเห็นๆกันตอนนั้
เป็นวิธีการรับมือแบบซื้อเวลาเพื่อจะแก้หน้าตัวเอง
โดยไม่ได้ใช้ความรู้อะไรมาก
ปิดไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน ประมาณนี้
ส่วนนักการเมือง
สังคมแตกแยกกันทุกวันนี้เกี่ยวกับไวรัส
เพราะนักการเมืองชอบปั่นกระแสให้พวกเราโต้แย้งกัน
ว่าเราน่าจะยังรักษามาตรการล็อกดาวน์แบบเข้มงวดดีหรือไม่
บางกลุ่มเอาอีก บางกลุ่มคัดค้านกันอยู่ เพราะกลัวว่าสังคมจะเอาไม่อยู่
นโยบายหลายประเทศขัดแย้งกันจุดนี้ด้วย
คือประชาชนจะเชียร์พรรคไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า
พรรคนั้นจะชี้แนวคิดในการรับมือในลักษณะแบบไหน คือขี้กลัวหรือใจกล้าหน่อย
แค่นั้นเอง
เราเห็นพวกพรรคฝ่ายซ้าย เช่นพรรคเดโมแครตที่อเมริกา
คล้อยตามคำแนะของพวกนักวิทยาศาสตร์นั้นที่หนุนล็อกดาวน์ธุรกิจโดยสิ้นเชิง
อะไรๆที่นักวิทยาศาสตร์เอา ก็รับได้หมด
พวกนี้ชอบจัดให้มีการล็อกดาวน์แบบเข้มงวดสุดๆ
โดยยกความปลอดภัยเป็นหลัก
ผู้สนับสนุน หรือที่ชอบลงคะแนนให้พรรคนี้
มักจะเป็นปชชในเมือง ที่ว่างมากมั้ง
ชอบยึดถืออุดมการณ์ ทางการเมือง ให้เป็นเทพในชีวิตประจำวัน
เช่น ตั้งเป้าให้สังคมได้มีความเสมอภาคทางเพศ
หรือความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติ เป็นเรื่องสำคัญ
มากกว่าเรื่องการทำมาหากิน
เพราะพวกนี้ ใช้สมองทำมาหากินมากกว่าแรงกาย
งานแบบนี้ก็มั่นคงอยู่แล้ว เค้าทำจากบ้านก็ได้
เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจต้องปิดกันจริงๆเพราะทางรัฐสั่งล็อกดาวน์แบบเข้มข้น
จนกระทั่งเศรษฐกิจไม่ขยายตัวหรือถึงขนาดล้มเลว
เค้าจะไม่ค่อยรู้สึกตัว
แล้วชีวิตคนระดับรากหญ้าล่ะ
พวกนี้ไม่เอาใจใส่เท่าไรหรอก
เพราะคนทำมาหากินก็ลุ้นคนละพรรคกันอยู่แล้ว
คนธรรมดาต้องหารายได้นอกบ้านด้วยใช้แรงกายเป็นหลัก
และแม้จะมีไวรัสกระจายไปทั่วนอกบ้าน ก็ยังต้องออกไปสู้กับสังคมภายนอกกับปชช
คนอื่นทุกวัน เพื่อจะเลี้ยงตัวเองได้อยู่
พวกนี้โดนแรงกระทบโดยตรงจากล็อกดาวน์ปิดสนิทก็ว่าได้
กลุ่มนี้มักจะเป็นผู้มีรายได้น้อย แต่โดนหนักทั้งนั้นเกือบทุกคน
นักการเมืองประเภทพรรคฝ่ายซ้ายนี้ เคยประเมินบ้างไหมว่า
ถ้าเราต้องปิดประเทศจริง ชีวิตคนธรรมดาจะเป็นยังไง
ปชช ต้องศูนย์เสียเงินทองมากน้อยแค่ไหน ถ้าโดนปลดออกจากหน้าที่การงาน บริษัทต้องปิด
รายได้หดหาย เพื่อจะแลกกับความปลอดภัย
เค้าไม่เคยยอมรับว่า ผลกระทบล็อกดาวน์แบบนี้ที่เค้าลุ้นและชอบใจ
จะไม่เหมือนกันกับทุกคนหรอก
เพราะทุกคนรับน้ำหนักไม่เท่ากัน

now, see here

Maskless in Bangkok (Part 3)

They're watching you...

ผมไม่แน่ใจว่า สังคมไทยยังกลัวกับโรคนี้รึป่าว

ในช่วงแรกเราเห็นคนกลัวจนบางคนไม่อยากออกไปสู่โลกนอกบ้าน ตามที่ทางรัฐต้องการ
เคสดังๆ ที่เรานึกออกได้ทันที่ คือ โจ ไบเดน
คู่ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งอยู่ที่โน่น
ซึ่งเค้าใช้เวลาสามสี่เดือนมานี้ ซุกตัวอยู่ในห้องใต้ดินที่บ้านส่วนตัวใน
รัฐเดลาแวร์ ไม่ออกไปหาผู้เลือกตั้งเลย
ในขณะที่ปธน โดนัลด์ ทรัมป์ ดันหาโอกาสไปตั้งการชุมนุมทางการเมืองทุกที่
ทำแบบกล้าๆ แถมไม่ใส่แมสด้วย
ตอนแรกผมว่านะ ที่เมืองไทยพวกเรากลัวจนแทบบ้า
เริ่มจากกลัวแบบเบาๆเป็นหนัก ฝ่ายรัฐได้สั่งให้ ปชช
ระงับกิจจกรรมข้างนอกเกือบทั้งหมด รวมทั้งร้านค้า โรงเรียน บริษัท ๆลๆ
ที่ต้องปิดหมด
แต่มาตรการหนักสุดคือ เลิกรับเที่ยวบินจากภายนอกประเทศอีก
คือปิดประเทศไปเลย ไม่มีใครบินออก และแทบจะไม่มีใครได้อนุญาตบินเข้าด้วย
มาตรการเข้มงวดแบบนี้ ทางนักวิจัยวิทยาศาสตร์แนะนำเอง
เพื่อดึงเศรษฐกิจเข้าสภาวะล๊อกดาวน์แบบมิดชิดเลย
เราไม่เห็นคนคัดค้านอะไรมากตอนนั้น
แม้ว่าผลที่ออกมาก็คือคนตกงานหลายพันคนก็ตาม
แต่พอเวลาผ่านไปแล้วหลายเดือน
คนเริ่มดื้อไม่ยอมรับมาตรการข่มขี่ได้ง่ายๆอีกแล้ว
ในขณะคนเริ่มออกมาประท้วงต่อต้าน lockdown เป็นหลายประเทศ
จนนักการเมืองเกิดหวั่นใจว่าจะเสียตำแหน่งเอง
เพราะข้อปฎิบัติในการล็อกดาวน์นั้น ส่งผลกระทบร้ายกับธุระกิจ ชีวิตและอนาคตคนจนเห็นได้ชัดเจน
แต่ไวรัสเนี่ย ยังไม่หายไปสักที
สังคมที่ผ่านประสบการณ์แย่ๆแบบนี้ ก็ต้องเปลี่ยนแนวคิดต่อไวรัสแน่นอน
จากเมื่อก่อน ที่คนทำตามคำสั่งทางรัฐโดยไม่มีเงื่อนไข
เพราะเราไม่รู้เรื่องโรคนี้ และคาดหวังว่า ผู้เชี่ยวชาญจะรู้มากกว่า
พูดง่ายๆ เราเอาความกลัวเป็นหลัก
แต่ต่อจากนั้นเรารู้สึกว่าโดนไอ้นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญหลอกรึป่าว
เพราะคนโดนตกงานและเงินเดือนโดนหักเยอะ
แต่ไวรัสยังต้องสู้ๆกันอยู่ 
ตอนนี้เราถือได้ว่า ผ่านในช่วงที่จะเชื่อง่ายๆ ไปแล้ว ครั้งหน้าพวกเราจะไม่โง่ขนาดนั้นอีก
ที่นี้ถึงเราจะกลัวนิดๆ แต่เราก็ยังกล้าต่อต้านมาตรการเข้มงวดนั้น
แน่นอนเพราะบางข้อนั้นส่งผลร้ายกับชีวิตคนมากกว่าไวรัสอีก

now, see here

Maskless in Bangkok (part 2)

Joining the crowd...or not

ผ่านไปหลายเดือนแล้ว พวกเราเริ่มชินกับโรคนี้
และแฟนไม่จำเป็นต้องเตือนผมอีกแล้ว เพราะเรารู้หน้าที่ดี
แต่พูดถึงแมสนะ ผมไม่รู้ว่ามันจะช่วยป้องกันตัวเราได้มากน้อยแค่ไหนกัน
งานวิจัยวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกันตรงนี้ บางคนว่าช่วย บางก็ว่าไม่ช่วย
แต่อย่างน้อยผู้คนรอบตัวเรา จะสบายใจขึ้นถ้าเห็นว่าเรายอมใจใส่ในเรื่องนี้
ถ้ามองในมุมใจกว้างๆ เราต้องทำตามมาตรการที่ทาง จนท ลงประกาศใว้ คือใส่แมสใว้
ถ้าอยากเข้าสังคมในช่วงโควิดระบาดหนัก
เพราะนี่เป็นช่วงที่คนรู้สึกกลัวและ ขาดความมั่นใจและมั่นคงในอนาคต
ตอนนี้เราต้องเตรียมตัวลอกคราบทิ้งชีวิตเก่า และโอบกอดเข้าสู่ the new normal
อย่างที่พวกผู้นำประเทศบอก
การใส่แมสก็เป็นหนึ่งในข้อนั้นที่ต้องทำ
แต่ระบบ new normal ที่ว่านี้ มันคืออะไรกันแน่เนอะ
และสังคมจะยอมดำเนินการจริงไหม (เดี่ยวเราจะคุยกันต่อ)
ผมว่านะ มันสุดแล้วแต่ละคน
เพราะบางคนไม่ยอม แล้วทางรัฐคงบังคับใจใครไม่ได้ทั้งหมด
เมื่อทางรัฐลงมาตรการล๊อกดาวน์ให้ ปชช ทำตาม คืออยู่บ้านตลอด
ไม่ทำมาหากินนอกบ้าน ไม่คลุกคลีกับใคร
แล้วถ้าจำเป็นเจอใครต้องทิ้งระยะห่างกัน สองเมตร ๆลๆ
เป็นวิธีการซื้อเวลา รอให้ไวรัสจะหมดแรงกระจายเองโดยธรรมชาติ
ระบบนี้ไม่ค่อยได้ความสำเร็จหรอก คนถึงดื้อไง
ยิ่งสั่งให้เราปฏิบัตินานมากขึ้น คนก็ยิ่งดื้อ เพราะอยากได้ freedom ความเป็นส่วนตัวกลับมา
ถ้าคนไม่ยอมรับข้อพึงปฏิบัตินี้ ทางรัฐจะต้องจำใจล็อกดาวน์ เพื่อเป็นทางแก้ไขไวรัสนี้ให้ได้

now, see here

Maskless in Bangkok (part 1)

A Prague cafe sells Covid-19 puddings

'พกแมสมาด้วยรึเปล่า' แฟนถามก่อนที่ผมจะเดินออกไปนอกห้อง

'ใส่สิ' ผมตอบ ผมรู้หน้าที่ตัวเองดีแล้ว
เราต้องใส่เพื่อป้องกันทั้งตัวเราและคนอื่นด้วย
เมื่อ 4-5 เดือนที่แล้ว  ตอนที่โควิดกำลังระบาดหนักทั่วโลก
เค้ามักจะตักเตือนผมตลอด ให้ใส่แมสเพื่อป้องการเชื้อไวรัส Covid
นั้นใว้
จนผมรู้สึกหงุดหงิดรวมกับอารมณ์เกรงกลัวว่าอาจจะโดนด่าซะถ้าผมลืมหรือไม่ก็ดื้อไม่ยอมใส่ไปเลย
มีวันหนึ่งแฟนเจอผมปั่นจักรยานอยู่แถวๆในซอยคอนโดโดยผมลืมจัดการใส่แมสให้ปิดปาก
ผมดึงแมสลงให้คล้องคอสบายๆ โดยไม่ได้คิดจะเจอเชื้อโรค
และแน่นอนไม่ได้คิดว่าจะเจอแฟนข้างนอกด้วย
แฟนออกไปซื้อของและกำลังกลับห้องพอดี แอบเห็นผมใส่แมสมั่วๆผิดกับคำสั่งอย่างที่เคยบอกไว้
แต่ปิดปากไว้ไม่ได้พูดว่าอะไรตอนนั้น เก็บไว้จัดการผมที่ห้อง
เมื่อผมเดินเข้าประตูห้อง โอ้โห ก็โดนด่าเต็มแรงนะคับไม่ต้องห่วง
'ทำไมไม่ยอมใส่ อยากติดเชื้อเหรอมืง' เค้าว่ายังนี้
ที่จริงแล้วผมน่าจะสวมใส่ให้ปิดทั้งจมูกและปากตามที่แฟนแนะนำ
แต่ถ้าผมใส่มิดชิดขนาดนั้นผมหายใจยาก เลยมักจะดึงมันลงมาดีกว่า
เรียกว่าเราใส่ตามพิธีแล้วกัน แม้รู้ทั้งรู้ว่าต้องทำอะไรแต่กลับไม่ทำ
แต่วันนั้นผมรู้ด้วยว่า เราไม่น่าจะเจอใครข้างนอก
ถ้าสมมุติว่าเราออกไปข้างนอกห้องนั้น และได้เข้าชุมชน เราจะรีบใส่แมสให้ถูกต้อง
แต่ถ้าไม่มีคน ก็จะดื้อๆหน่อย
-
ในช่วงแรกๆที่ไวรัสแพร่กระจาย
พวกนักวิทยาศาสตร์ไม่รู้อะไรมากนักหรอกเกี่ยวกับลักษณะพฤติกรรมของตัวไวรัสชนิดนี้
เพราะไวรัสตัวนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่
และถ้าเราออกไปข้างนอก แต่ไม่ได้เจอใคร เรายังต้องใส่แมสอยู่รึป่าว
เรายังไม่รู้ว่าจะติดจากการสูดอากาศเฉยๆได้หรือไม่
เชื้อตัวฉลาดนี้
จะลอยตัวในอากาศหาโอกาสติดเหยื่อเพื่อจะสืบสายพันธุ์ถ่ายทอดตัวเองต่อไปได้รึป่าว
ตอนนั้นไม่มีใครรู้ (และตอนนี้ยังไม่แน่ใจอีก)
หรือว่า เราต้องไปสัมผัสกับคนที่ติดไวรัสไปแล้ว ถึงจะติดเองจริงๆ
โดยส่วนตัวเรามักจะเชื่อในมุมนี้มากกว่า
คือเวลาใกล้คน ก็ให้ใส่แมสเพื่อป้องกันใว้ก่อน
แต่ถ้าอยู่คนเดียวตัวลำพัง ไม่ต้องใส่ก็ได้ (ว่าแต่ถ้าลมพัดมาแรงๆ
ห้ามอ้าปากกว้างๆสูดอากาศเต็มที่ก็แล้วกัน)

now, see here

Wednesday, 14 October 2020

The invisible plane

The invisible car in Die Another Day

ผมกำลังดันจักรยานเข้าลิฟท์คอนโด

น้องหนุ่มน้อยคนหนึ่งใส่แว่นใหญ่เบอเร่อดูเป็นเด็กเนิร์ด เดินเข้ามาพร้อมกันแล้วหันมาถาม 'ป๋าทำงานอะไรคับ เป็นเพื่อนบ้านกันหลายปีแล้วแต่ผมไม่เคยถามดู เป็นอาจารย์รึป่าว'
'ไม่ใช่หรอกลูก' ผมตอบอย่างเคร่งขรึมหน่อย 'ผมเป็นนักข่าวต่างหาก'
น้องเบิกตาใหญ่โต ผมแอบคิดว่าเค้าน่าจะประทับใจมั้ง แม้ว่าตัวเค้าเองเป็นเด็กเรียนระดับพีคเลยที่
 ม.จุฬา ก็ตาม
คนไทยที่ถามผมแนวนี้ และได้ยินว่าผมเป็นนักข่าว มักจะคิดเสมอว่า เราทำงานลงภาคสนามลุยหาข่าวในโซน
อันตรายอย่างน้องๆ นักข่าว CNN ที่ต้องค่อยหลบลูกกระสุนในย่านสงครานเป็นว่าเล่น
แต่ไม่นะคับ น้องไม่ได้คิดแบบนั้น
'อ๋อ ผมคิดว่าป๋าน่าจะมีรถรถยนต์ส่วนตัวหรือว่าอะไรแบบนั้น จะได้วิ่งไปหาข่าวให้ทันคับ'
ฟังแล้วเหมือนน้องตอบกวนตีน แต่ไม่ใช่ น้องอายแทนผมเฉยๆ ที่ชอบเข็นรถจักรยานเก่าๆไปไหนมาไหนตลอด
'บางครั้งมันไม่จำเป็นนะ' ผมรีบตอบแซงพลางคิดว่าเราต้องรักษาหน้าตัวเองหน่อย
'ผมอาจจะไม่มีรถหรูหราก็จริง แต่ผมมีเครื่องบินส่วนตัวจอดไว้ในที่ลานจอดรถ ผมว่านะมันน่าจะดีกว่าถ้าต้องวิ่งหาข่าวจริง
'เพียงแต่ว่า แกคงไม่เคยเห็นลำนี้มาก่อน เพราะเป็นเครื่องบินอำพรางตัว
'มีความสามารถพิเศษในตัวนะน้อง เชื่อพี่เถอะ' ผมว่าต่อ
'ผมมีปุ่มไว้กดให้ลำนี้หายไปจากสายตาคน ดั่งกับรถยนต์
ของ james bond ในหนัง die another day ที่พระเอก pearce brosnan เล่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกเกษียร
'เวลาเค้าไม่อยากให้ผู้ร้ายเห็นรถยนต์ เค้าจะกดสวิตช์นี้ไป และรถจะหายตัวไปจากฉากเป็น invisible car เลย'
น้องดูกึ่งเชื่อ กึ่งไม่เชื่อ แต่ไม่ได้ตอบโต้อะไร
เราจะรอดูว่าเค้าจะว่ายังไง คงจะว่าอะไรไม่ได้แล้วในเมื่อเราตอบเว่อร์ๆขนาดนี้
จากนัั้นผมกำลังอธิบายว่า ลักษณะพิเศษของรถแบบนี้จะช่วยผมยังไงเวลาต้องหาข่าวลึกลับ
พลางชวนพาน้องไปดูลำสุดยอด และสุดลับๆล่อๆของผมเนี่ยที่ลานจอดรถกัน
แต่ประตูลิฟท์เปฺิดออกมาพอดี ต่างคนต่างต้องไปคนละที่กัน
เราเลยพลาดโอกาสพาน้องไป
แต่ไม่เป็นอะไร
งานนี้ใว้เจอกันครั้งหน้าเนอะไอ้เด็กหูเบาเซ่อๆ

Monday, 18 November 2019

job at the 7-11, back to rehab (14, final)


หาที่แจก: ข้าวของทุกอย่างในชีวิตน้องตั้งแต่เค้าออกจากบ้าน 
ทุกวันนี้สเตตัสแม่บอกว่า
ขอพบเจอแต่ความดี ไม่มีทุกข์
ธีร์และบี
รักเรา.. ต้องรักลูกเราด้วย
อ่านแปลกนิดหนึ่ง เหมือนผู้หญิงคนนี้ต้องเตือนใจตัวเองไว้ว่า หน้าที่การเป็นแม่เป็นยังไง  คือรักลูกนั้นเอง แต่ไม่เป็นอะไรเนอะ อิอิ

คำลงท้าย (เขียน ณ. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2019)
น้องกลับบ้านในช่วงกลางเดือนตุลาแล้วหลังจากรักษาตัวเสร็จ
เค้าดูแฮปปี้และแข็งแรงดี โตขึ้นเป็นหนุ่มแล้วด้วยไม่ใช้วัยรุ่นเรียวยาวเก้งก้างอย่างเมื่อก่อน
ครั้งนี้แม่ไม่ได้ปล่อยให้ลูกเสียเวลาในซอยอีก แต่รีบจัดงานให้เค้าทำ ที่โรงงานยาสูบ
ผมคุยกับน้องครั้งเดียว  แต่ไม่ได้ถามถึงประสบการณ์ที่โน่น
เพราะไม่อยากเสียเวลาพูดถึงอดีต
น้องให้ผมจัดเลี้ยงเหล้า เหมือนที่เราเคยทำ ก่อนที่เค้าไปบำบัดตัว
แต่ผมปฏิเสธไป
'ชีวิตพวกเราเปลี่ยนไปแล้วนะธีร์ ผมเลิกกินเหล้า ไม่ค่อยไปหาใครๆในซอยด้วย พวกเราจะไม่รอนิ่งๅให้แกกลับบ้านหรอก ชีวิตต้องเดินหน้าไป
ผมพูดจริง ผมเลิกคบกับคนข้างในแล้ว ไม่เดินไปหาพวกวุฒิหรือต้นเป็นนาน
ก็เท่ากับว่า ดราม่าของน้องจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมไปยุ่งกับเรื่องในซอย
น้องดูไม่ประทับใจเท่าไรกับคำปราศรัยผม
เอาค่อยเลี้ยงวันหน้าแล้วกัน พูดแล้วเค้าเดินออกไปหาเพื่อนวัยรุ่นที่โต๊ะแปด
แต่ธีร์ไม่ต้องไปเฮฮากับผมอีกหรอก
ทุกวันนี้เราเห็นน้องเล่นเฟซบ่อย พยายามหาแฟนคบ
'กดไลค์ เป็นโสดนานเค้าเขียนแบบนี้เหมือนหนุ่มๆทั่วไปที่ยังไม่มีใครคบ
เราเห็นจากเฟซน้องด้วยว่า เพื่อนเค้าแวะไปหาน้องที่ห้อง
หรือพาเค้าออกไปเที่ยวพับใกล้บ้านเลย
ส่วนแม่เค้าก็กลับไปเล่นเฟซหนักๆ เหมือนเดิมคับ
-
สิ่งของที่ผมเคยซื้อให้น้อง 
ในช่วงชีวิตย่ำแย่เค้า ร่วมถึงเสื้อผ้า ร้องเท้าและของใช้ ทุกวันนี้วางทิ้งไปอยู่ใต้โต๊ะทำงานผม ยังเก็บไว้ในถุงเดิมๆ ที่ผมหยิบเอาจากห้องวุฒิวันนั้น ผมเห็นถุงนี้ตลอดเพราะมันอยู่ข้างๆเท้า ผมเตะเขี่ยมันบ้าง นึกถึงเจ้าของบ้าง 
แต่เราหยิบถุงนี้ขึ้นไปมองดู นานๆที ผมเคยถามน้องว่า เค้าอยากได้ข้าวของนี้กลับคืนมั้ย แต่เค้าไม่เอา คงไม่อยากนึกถึงอดีตน่าเจ็บใจมั้ง ออฟฟิซผมอยู่ใกล้วัดคลองเตยข้างใน สักวันผมจะเอาของเค้าไปแจกที่วัดดีกว่า เราเก็บของพวกนี้ไว้ไปให้รกตีนทำไม ไม่มีประโยชน์ ใจจริงผมไม่อยากเห็นน้องใส่เสื้อผ้าพวกนี้อีก เห็นที่ไรผมจะนึกถึงช่วงเศร้าๆ นั้นที่เค้าต้องสู้กับชีวิตคนเดียว 
ผมอยากนึกภาพธีร์ตอนที่เค้าออกจาก ร.พ. หรือ ราชบุรีนั้นมากกว่า เค้ามีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมหวังว่าเค้าจะถือโอกาสนี้กำมือให้แน่นๆ เลย เค้าต้องสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ให้ได้ เพราะเค้าโตแล้ว จะไม่มีเวลาเหลือไปทำตัวเสียๆ อีก โชคดีนะ

น้องธีร์กับน้องชายพักอยู่ที่บ้าน
คำลงท้ายต่อ
(เขียน ณ. วันที่ 21 กุมภา 2021) 

เมื่อปีที่แล้วน้องไม่รอด ต้องกลับไปรับการบำบัดตัวอีกที เป็นรอบที่ สาม ภายใน สามปีเอง
เข้าโรงบาลเดือนพฤษภาคม ออกเดือนกันยายนช่วงปลายๆ ผมไม่รู้ว่าต้องกลับไปทำไม เพราะไม่ค่อยได้ติดต่อกันแล้ว แล้วจำไม่ได้ด้วย ว่าใครบอกให้รู้ แต่ดูจากเฟซแม่ทุกอย่างก็จมปลักเหมือนเดิม คือแม่ยังพูดในเชิงลบๆ 'ได้ลูกคนที่ดีคนหนึ่ง (ตัวเล็ก) ลูกคนที่เสียคนนึง (ไอ้ธีร์)'
ส่วนธีร์ ยังคิดเหมือนเดิมๆ เช่นกันว่า ชอบเป็นเด็กเกเรในซอย ทั้งๆที่พวกเพื่อนๆโตกันหมดแล้ว ไม่สนใจสร้างภาพไร้สาระแบบนี้

ในวันที่มกราคม 9 แม่ ซึ่งกลับไปทำอาหารขายที่บ้านเต็มที่แล้ว โพสต์ว่า

เสีย1 ดี1 ทดแทนให้กำลังใจกันไป
ทุกอย่างล้วนเป็นอดีต ถูกสร้างมาเพราะเวรกรามล้วนๆ ส่วนคนที่ยังอยู่ก็ขอขอบใจ ส่วนคนที่ไปก็ขอขอบคุณ โลกนี้ไม่มีอะไรเเน่นอน...
แต่ต่อจากนี้ไป เราขอ 9หน้าเรื่องทำมาค้าขาย อาชีพแม่ค้า ขยันๆยังไงก็ไม่อดตาย #เปิดล้านค่า

แล้วล่าสุดน้องเอง หลังจากเฟซเค้าเงียบเป็นหลายเดือน ในวันที่กุมภาพันธ์ 17 โพสต์รูปตัวเองที่บ้านไว้ พร้อมบอกว่า 'พักที่บ้านดีกว่า ข้างนอกตำรวจเยอะ' (ประมาณนี้ วันถัดไปก็ถูกลบทิ้งเรียบร้อย)

สุดยอด แม่กับลูกยังคิดคนละทางกัน

ผมไม่เจอแม่นานมากแล้ว

ได้เจอน้องแถวๆ 7-11 ของเรา สัก 2-3 ครั้ง ตั้งแต่เจ้าตัวออกจากโรงบาลครั้งล่าสุด

น้องทำงานเป็นวินมอร์ไซร์บ้าง เด็กปั๊มบ้าง แต่ไม่ชอบใจทั้งนั้น

เค้ามักจะขอตังค์นิดๆหน่อย ก่อนถามว่า 'ทำไมไม่ไปหาที่บ้าน'

เฟสนั้นผ่านไปแล้ว ผมไม่มีอารมณ์พูดคุย ไม่มีเวลาด้วย

job at the 7-11, back to rehab (13)

บ้านพักที่  บ้านพึ่งสุข  สถานบำบัดรอบที่สอง

มีส่วนร่วมในชุมชนและยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

เปิดเผยการกระทำ ความกลัว ความหวัง และความรู้สึกผิด ของตนเองต่อชุมชน
ให้อภัยผู้อื่นในสิ่งที่เขาทำผิด
การขับออกจากกลุ่มสามารถกระทำได้ แต่ต้องทำโดยการพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน
เคารพระบบอาวุโส และลำดับขั้นในชุมชน
-
ขอพูดถึงเรื่องบ้านพึ่งสุขได้อีกนิดหนึ่งจากเว็บเค้า
ดูจากรูปๆ โครงการบ้านพึ่งสุข
สถาบันจัดไว้อยู่ที่พื้นดินกว้างๆ ให้ดูคล้ายกับรีสอร์ทสไตล์ต่างจังหวัด
มีบ้านพักเล็กๆ มีจุดเด่นหลายจุดท่ามกลางสวนและต้นไม้สวยๆ จัดไปพร้อมกับสนามเล่นและสระน้ำอีกด้วย
เค้าอยากสร้างบรรยากาศให้สบายตาและชวนให้น้องๆคลายเครียด
เว็บบอกว่า น้องๆผู้เป็นสมาชิกต้องมาพร้อมใจแก้ไขนิสัยเสียๆ ตัวเอง
ตามกฏระเบียบสถาบันในช่วงแรก น้องๆ ไม่ค่อยมีสิทธิ์ในการอยู่ร่วมกับกลุ่ม
คล้ายกับว่าเด็กซนที่โดนพ่อแม่ลงโทษ ถ้าอยากได้สิทธิ์เดิมๆ กลับมา เค้าต้องปรับตัวให้ดีขึ้
เช่น ในขั้นตอนแรกน้องๆต้องผ่านการปลดจากพี่เลี้ยงและรออีกหนึ่งเดือนถึงจะขอติดต่อกันได้
กฏอีกข้อบอกว่า เค้าต้องสามารถดูแลตัวเอง เช่นรักษาความสะอาดร่างกายและความเรียบร้อยในห้อง
รับคำสั่งและเป็นผู้ร่วมทีมที่ดีเป็นต้น
ถ้าเค้าทำตัวดี จะมาถึงขั้นตอนที่สองแล้วเค้าจะได้รับสิทธิ์ได้คุยกับผู้ปกครองทางโทรศัพท์ แล้วถ้าการพัฒนาตนให้ดีกว่านี้อีก จะได้รับสิทธิ์มากขึ้นต่อเนื่อง ร่วมทั้งได้ชวนผู้ปกรองมานอนค้างคืนที่สถาบัน และในช่วงสุดท้ายจะได้รับสิทธิ์พีคสุดก็คือได้กลับไปเยี่ยมบ้านเป็นวันเดียว
ผู้คุมจะค่อยสั่งสอนและเพิ่มกิจกรรมเชิงท้าทายให้ผู้เป็นสมาชิก จนเค้าสามารถรับน้องๆคนใหม่ในการดูแลตนได้นอกนั้นน้องๆต้องเข้าประชุมกันบ่อยๆ เพื่อจะรับ feedback จากทีมผู้คุมและผู้เป็นสมาชิกอื่นด้วย
คือผู้เป็นสมาชิกเองจะคอยวิจารณ์นิสัยหรือการกระทำการเองในเชิงสร้างสรรค์ด้วย
ส่วนผู้ปกครอง เค้าจะได้รับเชิญเข้าการประชุมบ้าง และในช่วงสุดท้ายก่อนน้องจะกลับเข้าสังคม ผู้ปกครองจะได้รับเชิญมานั่งกับผู้คุมและน้อง เพื่อจะจัดวางแผนอนาคตให้น้องในความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ในการงานหรือเรียน ค้าใช้จ่าย และพัฒนาตัวน้องเองอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
สถาบันจะใช้เวลา 10 - 12 เดือนแบ่งเป็นสามเฟซหรือระยะยาว
ผมไม่รู้ว่าจะปรับระยะการอบรมให้เร็วขึ้นหรือช้าลงตามความพัฒนาของแต่ละคนผู้เป็นสมาชิกรึป่าว
หลังจากน้องจะกลับไปสู้สังคมและดำรงชีวิตอีกแล้ว ทางสถาบันจะคอยติดตามผลและความคืบหน้า
-
สรุปแล้ว น้องมีโอกาสสร้างตัวเป็นคนดีมากหน่อยแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับว่าเค้าจะเรียนรู้อะไรบ้างและยอมใจเปลี่ยนตัวเองมั้ย
ส่วนแม่ เค้าพร้อมรึยังที่ได้ใช้เวลากับลูกบ้างมั้ย
ไม่ต้องพาออกไปเที่ยวหรือวิ่งไล่ตามเวลาที่เสียไปก่อนหน้านี้หรอก
อดีตก็ผ่านไปแล้ว จะย้อนรอยกลับไปเจอมันอีกไม่ได้
แค่คุยกันดีๆ คุยกันบ่อยๆ และให้กำลังใจน้องด้วยก็พอ
แล้วพยายามนึกถึงลูกในแง่บวก ไม่ใช่แง่ลบ ได้มั้ย
ผมไม่อยากเห็นแม่กลับไปคิดเหมือนเมื่อก่อน
อย่าพึ่งสงสารตัวเองจนลูกจะกลายเป็นเด็กไม่น่ารักในมุมความคิดแม่
ตัวอย่างเช่น
หลายเดือนที่แล้ว แม่ไปหาพ่อเค้าที่ต่างจังหวัด
เค้าคงหยิบเรื่องธีร์ไปคุยกันนั้นแหละ
จากนั้นแม่ก็โพสคำแนะนำพ่อในเชิงว่า
พ่อฉันบอกว่า เวรกรรมที่แม่สร้างไว้ ต้องไปตกอยู่กับน้องธีร์แทนแม่
แม่ใจแข็งกร้าวเกินไป เวรกรรมนั้นกลัวไปหาแม่และไปโจมตีลูกแทน ซึ่งเป็นจุดอ่อนในครอบครัวเรา

อ้าว จะไปหมกหมุ่นเรื่องเวรกรรมทำไมนะแม่ ไม่เห็นช่วยอะไรเลย แค่เอาครอบครัวไปรอดถึงฝั่งก็ยากอยู่แล้ว แต่โดยภาพรวมแล้วแม่มีท่าทางว่าจะทำต่อให้ลูกดีขึ้น
now, see here

โพส์ตเด่น

ลืมวันเกิดน้องสาว

กระดาษโน๊ต ไดอารี่เก่า 'ขอโทษที่เราพลาดลืมวันเกิดเธอ'  ฉันเขียนส่งอีเมลไปยังน้ องสาวคนโต  ชื่อแซลลี่ ปกติเราพยามส่งคำอวยพรวันเกิ ดให...

โพส์ตนิยม