Saturday, 31 October 2026

Blast from the past 10 (BOTM2 Thai)

Blast from the past 10 (BOTM2 Thai)

ผลงานชิ้นที่ 10 ในซีรีส์ BOTM2 Thai ที่เราเอาเรื่องราวจากบล็อกชื่อเดียวกันนี้มาปัดฝุ่นเล่าใหม่เป็นภาษาไทย เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของบล็อกครับ

ลูกชายของผมเป็นกะเทย 
อ่านได้ที่นี่

หอนแข่งกับพระจันทร์

Friday, 30 October 2026

Blast from the past 9 (BOTM2 Thai)

Blast from the past 9 (BOTM2 Thai) 


ผลงานชิ้นที่ 9 ในซีรีส์ BOTM2 Thai ที่เราเอาเรื่องราวจากบล็อกชื่อเดียวกันนี้มาปัดฝุ่นเล่าใหม่เป็นภาษาไทย เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของบล็อกครับ

เหมือนกันมากเกินไป
อ่านได้ที่นี่


ภารกิจขนมปังปิ้งราดน้ำผึ้ง
อ่านได้ที่นี่

กริปโสม 
อ่านได้ที่นี่

Thursday, 29 October 2026

จบแล้วครับท่าน (6, final)

จบแล้วครับท่าน (6, final)

หนีไปให้พ้น ๆ เสียที


อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เราก็เจอดราม่าเมื่อคนแถวนั้นวิจารณ์เธอที่ปล่อยให้ผมดูแลฮีโร และวันถัดมา ญาติ ๆ ก็นำคำพูดของผมไปบิดเบือน

ที่น่าขันคือ ในด้านอื่น ๆ ความสัมพันธ์ของเรากลับกำลังไปได้ดี

ในสุดสัปดาห์แรกที่เธอต้องออกไปทำงานทั้งวัน คู่ชีวิตของผมก็ไม่อยู่บ้านเช่นกัน

ผมจึงได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กตลอดทั้งวันเป็นช่วง ๆ แทบจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้เขาในสุดสัปดาห์นั้น ทั้งหาอาหารและเครื่องดื่มให้กิน คืนนั้นแม่ของเขาซึ่งเหนื่อยล้าเต็มทีส่งข้อความมาขอบคุณผมทาง Messenger

พี่แอ๊ดแทบไม่อยู่บ้าน ทำให้เด็ก ๆ ต้องอยู่กันเองเป็นส่วนใหญ่

ส่วนวันพุธก่อนหน้านั้น ผมกับ ‘ครอบครัวเล็ก ๆ’ ของผมก็ออกไปเที่ยวด้วยกัน

ผม แอน ฮีโร และลูกอีกคนหนึ่งของเธอที่ชื่อสุดน่ารักว่าโปรแกรม ไปเที่ยวตลาดคลองเตยด้วยกัน

ผมซื้อชุดสองชิ้นให้ฮีโรเป็นของขวัญวันเกิดครบแปดขวบ ซึ่งเพิ่งผ่านไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่ด้วย

เราชอบเสื้อผ้าเด็กที่ขายในตลาดแห่งนั้น ผมจึงวางแผนว่าจะพาพวกเขากลับไปอีกในสัปดาห์นี้ เพื่อซื้อเสื้อผ้าให้ฮีโรอีกสักสองชุด แล้วหาอะไรกินกันด้วย

แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ทุกอย่างก็เริ่มพังทลายลง

ผมเหลือไว้เพียงซากปรักหักพังของความสัมพันธ์ที่เคยมีอนาคต แม้ว่าผมเองก็มีส่วนทำให้มันพังลงไม่แพ้ใคร

ตอนผมแวะไปหา พี่ตุ๊กให้คำแนะนำด้วยความหวังดี

“คุณช่วยเหลือครอบครัวนี้ก็จริง แต่ไม่มีใครเอาปืนมาจ่อหัวคุณให้ต้องช่วยสักหน่อย” พี่ตุ๊กบอกผม

“คุณกำลังทำบุญอยู่นะ” เธอเสริม พยายามช่วยให้ผมคลายความกังวลว่าการช่วยเหลือครอบครัวนี้เท่ากับผมกำลังสนับสนุนพฤติกรรมแย่ ๆ ของพ่อแม่ เช่น การดื่มเบียร์จนลืมลูก

ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ

เวลาผมเห็นเด็ก ๆ ขาดแคลนสิ่งที่ควรได้รับเพราะพฤติกรรมของพ่อแม่ ผมก็อดเจ็บปวดไม่ได้

ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับแอน ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องนี้ ซับซ้อนกว่าที่คิด

ถึงแม้ว่าเราสองคนจะเริ่มรู้สึกดีและเอ็นดูกันมากขึ้น แต่พอเป็นเรื่องดราม่าขึ้นมา แอนกับผมก็กัดกันเป็นว่าเล่นแบบไม่มีใครยอมใคร

สุดท้ายเราก็ตกลงกันได้ (และส่วนใหญ่ผมมักจะเป็นฝ่ายยอมแพ้)

ราวกับว่าเราต่างยืนกรานที่จะแก้นิสัยเสียของอีกฝ่ายให้ได้ก่อนจะยอมผูกพันกันจริงจัง

ดราม่าเรื่องหนึ่งปะทุขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ เงียบไป ก่อนที่เรื่องใหม่จะเข้ามาแทนที่

เหนื่อยใจจริง ๆ!

แน่นอนว่าผมรักเด็กคนนี้ แต่ในระดับที่ลึกกว่านั้น ผมไม่ชอบวิถีชีวิตของครอบครัวเขาเลย

“พวกเราไม่เคยถึงกับอดอยากสักหน่อย” แอนเคยยืนยันกับผมครั้งหนึ่ง ในช่วงที่ความขัดแย้งของเรากำลังร้อนแรง ราวกับจะบอกว่าเธอไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากผมจริง ๆ

ตอนนั้นเรากำลังมองดูบ้านเก่าโทรมของเธอ ซึ่งยังมีน้ำท่วมขังจากน้ำท่วมครั้งล่าสุด

เอาเป็นว่าตอนนี้ขอจบไว้แค่นี้ก่อน

“จบแล้วครับท่าน!” ขอหยิบยืมวลีปิดท้ายจากการ์ตูน Looney Tunes มาใช้หน่อย

ผมคงต้องใช้เวลาฟื้นฟูศรัทธาที่เสียไปกับเรื่องวุ่น ๆ ในชีวิตครอบครัวเสียหน่อย

แอนผ่านเรื่องวุ่นวายในครอบครัวมานานหลายปี จนคงชินกับการรับมือกับปัญหาสารพัด ส่วนผมยังเป็นมือใหม่ ต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกมาก

จบแล้วครับท่าน 5

จบแล้วครับท่าน 5 

ปะทะกันอีกครั้งจนเกินทน


เดือนนี้แอนเริ่มทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในสยาม ตอนแรกเธอทำงานวันธรรมดา แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไปทำงานเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์แทน

พอเธอเริ่มงานใหม่ ผมกับเธอก็ขัดแย้งกันอีกเรื่อง คราวนี้เป็นเรื่องการจัดการดูแลลูกชายระหว่างที่เธอไม่อยู่บ้าน

เธอขอให้ผมแวะไปช่วยดูแล แต่ผมไม่สามารถอยู่ที่นั่นได้ตลอดเวลา และตัวผมเองก็ยังเป็นพ่อมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้วิธีดูแลฮีโรอยู่เหมือนกัน

เธอมอบหมายให้เป้ ลูกสาวคนโตที่อายุเกือบ 19 ปีเป็นคนรับผิดชอบ ส่วนตูน ลูกชายคนโตในบรรดาลูกชาย อายุเกือบ 16 ปี

ลูกคนโตทั้งสองคนยังไม่พร้อมรับมือกับหน้าที่นี้นัก แม้ผมจะแวะเข้าไปช่วยวันละหลายครั้งก็ตาม

วันรุ่งขึ้นหลังจากแอนเริ่มงานที่สยาม ผมก็บ่นว่าเธอออกไปทำงานโดยไม่ได้เตรียมของกินอะไรไว้ในบ้าน ฮีโรเป็นเด็กเลือกกิน แต่ถ้าไม่มีอะไรอย่างอื่นจริง ๆ เขาก็ยังกินก๋วยเตี๋ยวกับขนมขบเคี้ยวได้

แต่วันนั้นผมหาอะไรพวกนี้ไม่เจอเลย

ที่แย่กว่านั้นคือ พอผมไปถึงก็พบว่าเด็กยังไม่ได้อาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนคนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเขา ซึ่งก็คือลูกคนโตสองคน กลับไม่ใส่ใจ

พอผมไปถึง ผมต้องคอยบอกให้พี่ ๆ ช่วยกันจัดการ ทั้งให้ ตูน ออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยว และให้เด็กอีกคนช่วยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้น้อง

พวกพี่ ๆ มัวแต่เล่นโทรศัพท์จนไม่ทันสังเกต หรือไม่ก็ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าฮีโรต้องการอะไร

ผมจึงบอกแอนให้จัดระเบียบในบ้านเสียใหม่ โดยแบ่งหน้าที่ให้ลูกคนโตทำกันอย่างจริงจัง ราวกับเข้าค่ายฝึกทหาร

ข้อความแรกที่ผมส่งไปมีดังนี้

สวัสดีครับแม่ ถ้าแม่ต้องออกไปทำงานแบบนี้ทุกวัน อยากขอให้จัดระเบียบที่บ้านใหม่หน่อยได้ไหมครับ เช่น ฝากเงินไว้กับลูกคนโต เผื่อที่บ้านไม่มีอะไรกิน หรือไม่ก็ตุนนมกับมาม่าไว้ให้สลัด/ฮีโร่ด้วย ถ้าเขาอยากกินนมจะได้หยิบเองได้ หรือถ้าหิวมาม่า พวกพี่ๆ จะได้ต้มให้กิน
เมื่อวานตอนที่แวะไปอีกทีประมาณหนึ่งทุ่ม น้องเป้ออกไปตลาด
สวนทางกับพี่แอ๊ดที่ออกไปซื้อของแถวซอยอมรเหมือนกัน แต่ต่างคนต่างไม่ได้คุยกันก่อน
ส่วนน้องตูนก็ออกไปกินข้าวนอกบ้านอีก ไม่มีใครประสานงานหรือคุยกันเลย เท่าที่เราเห็น
เป้ยังไม่ได้พาน้องไปอาบน้ำ และแพมเพิสของฮีโร่ก็แห้งมาก
แสดงว่าน้องไม่ได้กินนมกินน้ำเลย แล้วก็คงไม่ได้กินมาม่าด้วย
เพราะพอถามตูน ตูนบอกว่าที่บ้านไม่มีมาม่าเหลือแล้ว
สุดท้ายเราเลยต้องให้ตูนไปซื้อมาม่าให้น้อง แล้วช่วยจัดการดูแลน้องให้ เพราะยังไม่มีใครทำอะไรเลยครับ :(

แอนตอบว่า

เห็นไหมล่ะเวลาที่แม่ออกไปทำงานแล้วมันจะวุ่นวาย
ไม่มีใครจัดเป็นระเบียบเหมือนแม่หรอก
เชื่อยังเวลาที่แม่ออกไปทำงานไม่มีใครดูแลได้

ไม่นานหลังจากนั้น แอนก็ซื้อของใช้และอาหารถุงใหญ่จากพ่อค้าแถวบ้าน รวมถึงขนมบางอย่างที่ฮีโรชอบด้วย

เธอส่งรูปมาให้ผมทาง Messenger เพื่อแสดงว่าเธอกำลังจัดการตามที่ผมเป็นห่วง พร้อมเขียนว่า ‘แม่ซื้อมาให้น้องหมดแล้วนะ’

ก็ดีแล้ว แต่แล้วลูกคนโต ๆ ของเธอล่ะ? ยังนอนเล่นเอ้อระเหยอยู่บนโซฟาเหมือนเดิมหรือเปล่า?

ข้อความตอบกลับของผม ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้วดูเหมือนผมสวมบทจ่าฝึกทหารเต็มตัว มีดังนี้

ดีมากเลยนะแม่ ขอระบายอารมณ์อีกนิดนะ
แต่พูดไปแล้วจะแก้ไขยังไงดีล่ะแม่? ลูกๆ อาจจะยังไม่เข้าใจว่าแม่ออกไปทำงานเพื่อหาเงินมาช่วยเสริมรายได้ให้บ้าน
ถ้าเด็กๆ อยากได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ เขาต้องช่วยจัดการเรื่องในบ้านให้ดีกว่านี้
อย่างน้อยถ้าเขานั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย พอแม่กลับบ้านมาก็คงเหนื่อย
ถ้าต้องมาเจอสภาพแบบนี้อีก จะไปหาแรงใจทำงานต่อจากไหนล่ะ
คนที่น่าผิดหวังที่สุดคือลูกคนโต อยากเรียกตัวเองว่าพี่ ก็ต้องแสดงวุฒิภาวะให้มากกว่านี้
เท่าที่เราเห็น ทุกวันนี้เขามองบ้านเป็นแค่ที่นอน ที่กิน แล้วก็นั่งเล่นโทรศัพท์ ไม่นึกเลยว่าจะลุกขึ้นมาช่วยใคร เอาแต่ใจตัวเองอย่างเดียว
ทั้งที่จริงแล้วในบ้านยังมีคนอื่นที่ต้องพึ่งอาศัยเขาอยู่ ฮีโร่เองก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้
ที่สำคัญน้องฮีโร่พูดไม่ได้ด้วย พูดง่ายๆ ถ้าพี่เขาไม่มีใจจะช่วย ฮีโร่จะเอาตัวรอดได้ยังไงในแต่ละวันตอนที่แม่ไม่อยู่บ้าน
บ้านแม่เป็นครอบครัวใหญ่ น่าจะจัดระเบียบให้เหมือนค่ายทหารไปเลย เช่น ให้เป้พาน้องไปอาบน้ำตอน 18.00 น. เป๊ะ ต่อไปก็ถึงตาตูน ให้เตรียมมาม่าให้กินตอนหกโมงครึ่งเป๊ะ พอ กินเสร็จ ก็ให้น้องตัวเล็กเก็บจานไปไว้ที่กละมังข้างนอก แล้วล้างจานให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมงหลังกินเสร็จ... อะไรประมาณนี้ครับ

แอนตอบว่า

ที่บ้านเลี้ยงฟรีเดย์มาตลอด
มันก็เลยเคยตัวกันเป็นแบบนี้

ผมยอมรับว่าตอบกลับไปอย่างไม่ลดราวาศอก เพราะส่วนหนึ่งในใจอยากเลิกยุ่งกับครอบครัวนี้ให้มันจบ ๆ ไปเสียที

น่าจะอับอายตัวเองบ้างนะ ฝากบอกพวกเขาไปด้วย ตอนนี้ไม่อยากเจอหน้าเลย ผมมาจากครอบครัวใหญ่เหมือนกันนะแม่ พ่อแม่มีลูกทั้งหมด 4 คน ผมเป็นคนโต สมัยเด็กๆ ตอนผมอยู่ที่ซิดนีย์ โรงเรียนกับบ้านห่างกันประมาณ 40 นาที หรืออาจจะนานกว่านั้น แต่เราต้องเดินทางไกลทุกวัน พอถึงบ้านก็มืดแล้ว ทุกคนเหนื่อย แต่ต่างคนก็มีหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อช่วยพ่อแม่ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษ เด็กสมัยนี้มีวันหยุดมีเวลาว่างมากเกินไป ไม่รู้จักว่าชีวิตจริงข้างนอกมันเป็นยังไง เอาแต่เกาะคนอื่นกินจนเคยตัว

แต่แอนก็ตอบกลับมาอย่างดุดันไม่แพ้กัน โดยบอกว่าผมก้าวก่ายเกินไปแล้ว

อันนี้ไมเคิลก็ว่าเกินไปเด็กไทยกับเด็กจากต่างประเทศไม่เหมือนกัน
เด็กไทยแอนตี้มากกว่านะถ้ามาพูดแบบนี้แล้วอย่างนึงไมเคิลไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับพวกเขาแม่ไม่ได้ว่าอะไรไมเคิลนะแต่คิดว่าเอ็นดูฮีโร่ก็เอ็นดูฮีโร่ไปไม่ต้องไปยุ่งกับพวกเขาเดี๋ยวโตกว่านี้เขาจะจัดการกันเองได้เด็กไทยท่านไม่ชอบไม่ชอบเลยนะเด็กไทยถ้าไม่ชอบไม่ชอบเลยนะเพราะว่าญาติพี่น้องที่ดูแลอยู่เขายังไม่มาด่ามาว่าแบบนี้เลยอย่าให้เด็กมาแอนตี้เลยนะอยู่แบบพันธมิตรดีกว่า

แอนกับผมตกลงกันว่า หากผมพบปัญหาอีกว่าลูก ๆ ของเธอไม่ดูแลน้อง ผมควรไปบอกเธอโดยตรง แทนที่จะไปวุ่นวายกับลูก ๆ ของเธอ ตกลงตามนั้น

ต่อมา แอนเทศน์ผมอยู่เป็นชั่วโมงเรื่องการเลี้ยงลูก โดยย้ำว่าพ่อแม่ควรมองลูกเป็นพวกเดียวกัน ไม่ใช่ลูกน้องที่สั่งให้ทำอะไรก็ได้ แล้วท้ายที่สุดเธอก็ถามผมว่า “เข็ดรึยัง?”

ไม่เข็ดหรอก คุณก็รู้จักผมดี ผมมักจะกลับมาหาเรื่องลงโทษตัวเองซ้ำอยู่เรื่อย ผมคิดในใจ

“พวกเขาก็ต้องมีวันหยุดบ้าง” เธอบอก หมายถึงการให้ลูก ๆ ได้พักจากงานบ้าน

แต่ในแง่ดี เธอก็พูดเสริมว่า

“ฉันคุยกับลูก ๆ เรื่องช่วยกันดูแลน้องด้วยแล้ว” เธอเสริม

ในวันต่อ ๆ มา ผมสังเกตว่าลูกคนโตทั้งสองตอบสนองดีขึ้นมากเวลาผมขอให้ช่วยดูแลความต้องการของฮีโร

ครั้งหนึ่งผมไปถึงบ้านหลังจากเห็นฮีโรวิ่งเล่นอยู่บนทางเท้าข้างนอก

ผมเห็นว่าเขาต้องอาบน้ำ กินอาหาร และเปลี่ยนเสื้อผ้า

พอผมบอกให้ช่วยกัน ลูก ๆ ก็รีบเข้ามาช่วยอย่างกระตือรือร้นเสียจนแทบจะล้มคะมำ ผมเล่าให้แม่ของพวกเขาฟังด้วย

ต่อมา เมื่อแอนเปลี่ยนไปทำงานเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมก็คิดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นไปอีก

“วันธรรมดาฉันจะอยู่บ้านดูแลฮีโร พอสิ้นเดือนเปิดเทอมใหม่ก็จะพาเขากลับไปโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิม” เธอบอก

จบแล้วครับท่าน 4

จบแล้วครับท่าน 4

บิดเบือนคำพูดของผม


ญาติของแอนที่ผมถามไป ซึ่งตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเป็นคนละกลุ่มกับพวกที่เข้ามาต่อว่าเธอเมื่อวันก่อน กลับตีความคำพูดของผมผิดไป

พวกเขาคิดว่าผมฉวยโอกาสวิจารณ์แอนเรื่องละเลยลูกด้วย

ในขณะที่ตอนนั้นเด็กกำลังวิ่งตากแดดร้อน ๆ อยู่พอดี โดยไม่มีใครรู้หรือสนใจเลยว่าเขาจะเป็นอย่างไร

อันที่จริง ถึงผมจะแอบคิดแบบนั้นอยู่ในใจ แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้พูดอะไรกับผู้หญิงเหล่านั้นมากนัก เพราะผมไม่รู้จักพวกเธอดีพอที่จะพูดจาวิจารณ์กันตรง ๆ

พวกเธอเอาคำพูดของผมไปเล่าให้แอนฟัง และคืนนั้นเธอก็ตัดการติดต่อกับผมทางโซเชียลมีเดียไปเลย

“พูดความจริงมา คุณไปนินทาฉันให้ญาติฟังหรือเปล่า?” เธอถาม

ผมเล่าเหตุการณ์ให้เธอฟังทีละขั้นตอน แต่เธอก็ตัดบทสนทนาจบลงอย่างกะทันหัน

“พอแค่นี้ เราจบกัน แค่นี้แหละ ไม่ต้องมายุ่งกับพวกเราอีก อย่ามาหาฮีโร่ด้วย”

แปลกดีที่คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ผมเจ็บเท่าที่คิด เพราะเอาเข้าจริงผมก็ต้องการเวลาพักจากเรื่องทั้งหมดนี้เหมือนกัน

ต่อไปนี้คือข้อความที่ผมส่งให้แอน ผมสงสัยว่าประโยคสุดท้ายน่าจะไปสะกิดใจเธอเป็นพิเศษ

ไม่ได้พูดแรงขนาดนั้นหรอก เมื่อเช้าเราปั่นจักรยานไปหาแม่ที่หน้าบ้านนั้น หลังจากลูกหนีออกจากบ้าน แล้วมาเล่นบนฟุตปาธตามเคยอยู่เป็นครึ่งชั่วโมง โดยไม่มีใครออกตามหาเลย ผมกับแม่ตุ๊กเลยต้องช่วยกันดูแลเด็ก แดดก็ร้อน แถมผมก็อยากกลับบ้าน คิดว่าแม่คงไปกินข้าวแถวนั้นแล้วฝากลูกไว้กับพวกพี่ๆ แต่เด็กดันหนีออกจากบ้านมาก่อนโดยไม่มีใครรู้
พอผมไปถึงตรงนั้น พวกป้าๆ ที่นั่งอยู่ก็พูดพร้อมกันว่า วันนี้ฮีโร่ไปโรงเรียนแล้ว คือทั้งแม่ทั้งลูกไม่อยู่บ้าน แต่ผมบอกว่าไม่ใช่หรอก เห็นน้องแต่งชุดนักเรียนก็จริง
แต่เขายังเดินป้วนเปี้ยนอยู่กับพวกเราที่หน้าซอยอยู่เลย
แล้วก็ไม่รู้ว่าแม่หายไปไหน ก่อนหน้านั้นผมแวะเดินไปหาแม่ที่บ้านตั้งสองรอบ
ก็ไม่เจอใคร นอกจากพวกวัยรุ่นที่ นอนหลับกันอยู่
ผมก็ไม่กล้าปลุกมาถาม แม่ตุ๊กเองก็โทรหาแล้ว
แต่ไม่มีคนรับสาย พวกเราเลยไม่รู้จริงๆ ว่าแม่หายไปไหน
ผมเลยถามพวกป้าว่า เมื่อวานมีคนที่นี่ไปรุมถามแม่เรื่องลูกไหม
ที่หาว่าแม่ไม่ยอมดูแลเด็ก? แต่พวกป้าปฏิเสธ
ผมเลยบอกว่า แถวนี้ก็มีคนพูดแบบนี้เหมือนกัน
เรื่องมันมีอยู่แค่นี้แหละแม่
แต่ก็ต้องยอมรับนะว่า เมื่อก่อนเราเคยได้ยินพวกเขานินทากันจริงๆ ว่าแม่แอนไม่ดูแลลูก ชอบกินเบียร์จนดึก ประมาณนี้ โดยที่ผมไม่ได้แต่งเรื่องเสริม และไม่ได้เป็นคนเริ่มพูดด้วย เรื่องมันหลุดออกมาจากปากพวกเขาเอง พวกเรารู้มาแค่นี้แหละครับ

ต่อมา...

ผมไม่ได้โต้เถียงหรือยื้อความสัมพันธ์ไว้ ซึ่งแอนอาจจะแปลกใจอยู่บ้าง

ที่จริง ผมเว้นระยะห่างอยู่หลายวัน เลือกที่จะไม่พูดอะไรดีกว่าเสี่ยงทำให้การทะเลาะบานปลาย

หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ข่าวจากแอนอีก เธอเงียบหายไปจาก Messenger

อย่างไรก็ตาม พี่ตุ๊ก เพื่อนบ้านของเธอ ชวนให้ผมกลับไปแถวนั้นอีก อย่างน้อยก็เพื่ออุดหนุนร้านขนมหวานเย็นของเธอ

ผมแวะเข้าไปคุยกับพี่ตุ๊กเงียบ ๆ สองสามครั้ง หลังจากเธอเก็บร้านประจำวันเรียบร้อยแล้ว

จากที่เรานั่งคุยกัน ผมมองเห็นบ้านแอนอยู่สุดซอย แต่โชคดีที่ไม่มีใครโผล่ออกมา

พี่ตุ๊กบอกว่าพ่อค้าแม่ค้าริมทางสังเกตเห็นว่าผมหายหน้าไป

“พ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นเริ่มจะถามกันว่า ไมเคิลหายไปไหน ทำไมไม่เห็นเขามาเล่นกับฮีโร่อีกแล้ว” พี่ตุ๊กบอก

ฟังแล้วช่วยเรียกความมั่นใจกลับมาได้ไม่น้อย

ไม่กี่วันต่อมา ก็มีสัญญาณที่ดีขึ้นอีกอย่าง เมื่อแอนออกมาซื้อขนมหวานเย็นจากพี่ตุ๊ก

ทั้งสองคุยกันถึงดราม่าเล็ก ๆ ของเราที่ทำให้ผมกับแอนแยกทางกัน

แอนบอกว่าเธอเปลี่ยนใจแล้ว ไม่ได้ต้องการตัดขาดจากผมอีกต่อไป แต่ก็ยังเจ็บใจที่ผมวิจารณ์เธอต่อหน้าญาติ ๆ

แอนบอกว่าผมกลับมาดูแลฮีโร่ได้เหมือนเดิม

แต่มีข้อแม้ว่าผมต้องเก็บคำวิจารณ์เอาไว้กับตัว เพราะไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะไปบอกพวกเขาว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร

พี่ตุ๊กบอกว่าฮีโร่วิ่งเล่นขึ้นลงอยู่บนถนนเส้นนั้นมาหลายปีแล้ว หมายถึงว่า ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน

“ถ้าเขาวิ่งออกไปบนถนน คนแถวนี้ก็ช่วยดึงเขากลับมาได้ พ่อค้าแม่ค้าตามถนนรู้ว่าเขาเป็นลูกใคร แล้วก็รู้ว่าบ้านเขาอยู่ตรงไหน” เธอว่า

จบแล้วครับท่าน 3

จบแล้วครับท่าน 3

ออกมาวิ่งเล่น แล้วแม่อยู่ไหนล่ะ?


หลังจากถูกญาติต่อว่าเราเสียยกใหญ่

ผมยังหายเจ็บใจไม่ทัน แต่ดราม่ายังไม่จบแค่นี้

พอวันรุ่งขึ้นฮีโรสวมชุดนักเรียนออกมาวิ่งอยู่บนทางเท้ากลางแดดเปรี้ยง

ภาพนั้นไม่ธรรมดาเลย เพราะผมไม่ได้เห็นเขาใส่ชุดนักเรียนมาหลายเดือนแล้ว แต่แม่ของเขาอยู่ไหนกันล่ะ? ตอนนั้นเกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว สายเกินกว่าจะไปโรงเรียนเสียอีก

ผมนั่งคุยอยู่กับพี่ตุ๊ก เพื่อนบ้านที่ขายขนมหวานแช่เย็นอยู่ริมทางเท้า

ฮีโรออกจากบ้านแล้ววิ่งลงมาตามซอยเพียงลำพัง พอเห็นพวกเรา เขาก็ตรงดิ่งมาหาทันที

ตลอดครึ่งชั่วโมงต่อมา ฮีโรวิ่งขึ้นวิ่งลงไปมาตามทางเท้าเพื่อระบายพลังงานตามประสาเด็กที่ชอบวิ่ง แต่กลับไม่มีใครออกมารับตัวเขากลับบ้านเลย

เขาอยากเล่น แต่ผมไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วย หลังจากเจอดราม่าเมื่อวันก่อน ผมก็หมดแรงกับเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว

ผมรู้ว่าบางครั้งแอนก็ไปกินข้าวกลางวันกับญาติที่ร้านอาหารที่เธอทำงานพิเศษอยู่ ร้านนั้นอยู่เลยหัวมุมถนนตรงสุดซอยเราไปนิดเดียว เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณยี่สิบเมตรก็ถึง

บางทีเธออาจอยู่ที่นั่น และปล่อยฮีโรไว้ที่บ้านโดยมีพี่ ๆ คอยดูแล แต่เขาคงหนีออกมาเล่นเสียเอง ผมคิดอย่างนั้น

ผมขี่จักรยานไปที่ร้านนั้น

“มีใครเห็นแอนบ้างไหม ลูกชายเธอวิ่งเล่นอยู่ข้างนอกโดยไม่มีใครดูแล” ผมถามเมื่อไปถึง

ผู้หญิงเหล่านั้นตอบพร้อมกันเป็นเสียงเดียวว่า ฮีโรไปโรงเรียนแล้ว

“เอาจริง ๆ เขายังไม่ได้ไป เขากำลังวิ่งเล่นอยู่หน้าบ้านตัวเองต่างหาก” ผมตอบ

ผมสงสัยด้วยซ้ำว่าเด็กได้กินอะไรมาหรือยัง วันนั้นอากาศร้อนมาก ผมอยากกลับบ้านแล้วเหมือนกัน นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่?

ที่น่าสนใจคือผู้หญิงเหล่านั้นรู้เรื่องแผนการพาเด็กไปโรงเรียนด้วย

ผมเริ่มสงสัยว่าพวกเธออาจเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่วิจารณ์แอนกับผมเมื่อวันก่อน และแอนคงพยายามปัดเรื่องให้พ้นตัวด้วยการยืนยันกับญาติที่เป็นห่วงว่าเธอจะพาฮีโรกลับไปเรียน

ผมถามพวกเธอตรง ๆ แต่ทุกคนปฏิเสธ

ผมขี่จักรยานกลับไปที่โต๊ะขายขนมของพี่ตุ๊กริมทางเท้า ซึ่งเธอกำลังคอยจับตาดูเด็กอยู่

“รอแป๊บนะ ผมจะไปดูที่บ้านว่าเธออยู่หรือเปล่า” ผมบอก

ผมเดินลงไปตามซอยถึงบ้านแอนแล้วร้องเรียกชื่อเธอ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ สิบนาทีต่อมา ผมกลับไปตามหาอีกครั้ง คราวนี้เห็นวัยรุ่นสองคนนอนหลับอยู่บนโซฟา แต่ไม่เห็นแอนอยู่ที่ไหนเลย

ผมกลับไปอีกครั้งเป็นรอบที่สาม คราวนี้จึงพบแอนอยู่ที่บ้าน เธอกำลังทำก๋วยเตี๋ยวให้ฮีโรกิน

เธอบอกผมว่าแต่งตัวให้ลูกไปโรงเรียนแล้ว แต่พอฝนเริ่มตก ภารกิจอันสูงส่งนั้นก็เป็นอันยุติลง จากนั้นเธอก็ขึ้นไปนอนต่อชั้นบน โดยไม่ได้ยินเสียงผมเรียก

คืนก่อนหน้านั้น แอนมีเพื่อนมาดื่มฉลองวันเกิดที่บ้าน ทั้งที่โรงเรียนเริ่มเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้า

เริ่มต่อจิ๊กซอว์ออกแล้วหรือยังล่ะครับ คุณผู้อ่าน?

ตอนนั้นฝนหยุดตกไปหลายชั่วโมงแล้ว ฮีโรยังไม่ได้กินอะไร

“นอกจากฝนจะตกแล้ว พี่แอดก็ยุ่งอยู่กับลูกค้า ฉันก็เลยกลับไปนอนต่อ” แอนอธิบาย

อีกข้ออ้างหนึ่งที่ผมได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมพาฮีโรไปโรงเรียนก็คือ พี่แอดต้องหาเงินเพิ่มให้ได้สัก 100 บาทเป็นค่าอาหารกลางวันของลูกในเช้าวันนั้น เขาออกไปทำงานตั้งแต่ตีห้า แต่บางวันก็หาเงินเพิ่มได้ไม่ทันเวลา ถ้าหาได้ทัน เขาก็ต้องรีบกลับบ้านมารับแอนกับฮีโร แล้วพาลูกไปส่งโรงเรียนให้ทันแปดโมงเช้า แต่ถ้าหาเงินได้ไม่พอ ก็พาฮีโรไปโรงเรียนไม่ได้

ให้ตายเถอะ ทำไมไม่บอกให้สามีเลิกเอาเงินไปละลายกับเบียร์ล่ะ ไม่ง่ายกว่าหรือไง?

ผมคอยรบเร้าแอนมาหลายเดือนให้พาฮีโรกลับไปโรงเรียน แต่เธอก็ปฏิเสธ พร้อมยกข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นขึ้นมาทีแล้วทีเล่า

วันถัดจากเหตุการณ์ที่แอนแต่งตัวให้ลูกไปโรงเรียนแต่ยกเลิกแผนกลางคัน เธอก็ยังไม่ได้พาเด็กไปโรงเรียนอีกตามเคย

คราวนี้เธอไม่แม้แต่จะทำท่าเตรียมตัวให้ลูกใส่ชุดนักเรียน เสื้อขาวกางเกงขาสั้นสีแดง

ลูกชายของเธอออกมาวิ่งขึ้นลงบนทางเท้าอีกครั้งในชุดลำลอง โดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ราวกับทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติแล้ว

เหตุการณ์ที่เธอไม่ได้พาลูกไปโรงเรียนครั้งนี้นำไปสู่การทะเลาะกันอีกครั้ง แม้จะเป็นทางอ้อมก็ตาม หลังจากญาติ ๆ บอกเธอว่าผมเรียกเธอว่าแม่ที่ไม่ได้เรื่อง

จบแล้วครับท่าน 2

จบแล้วครับท่าน 2 

เปิดอกคุยกันแบบไม่มีกั๊ก


แอนกับผมนั่งถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนที่บ้านเธอนานเป็นชั่วโมง บทสนทนาลามปามไปไกล

ตั้งแต่สถานะความสัมพันธ์ของผม ความชอบผู้ชายของผม ไปจนถึงท่าทางเวลาผมเดิน

มีอะไรอีกไหมจ๊ะที่รัก ไหน ๆ ก็ถามกันแล้ว ถามให้หมดทีเดียวเลยสิ

ฮีโร่รู้ว่าแม่กับผมกำลังทะเลาะกัน จึงเริ่มร้องไห้อยู่บนโซฟา

แอนรู้ดีว่าลูกชายผูกพันกับผมมาก เธอจึงยกมือขึ้นทำท่าจะตีผม เพื่อทดสอบว่าฮีโร่จะมีปฏิกิริยาอย่างไร เด็กน้อยแสดงความน่ารักด้วยการดึงผมออกไปให้พ้นอันตรายเสียเลย

ผมชี้ให้แอนเห็นว่า วิธีที่ผมเล่นกับฮีโร่ในที่สาธารณะก็ไม่ได้ต่างจากตอนเล่นด้วยกันที่บ้านของเขา ซึ่งไม่เคยมีใครแสดงท่าทีคัดค้านเลย

“มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมและค่านิยมที่แตกต่างกัน ชาวต่างชาติอาจแสดงความรักได้อย่างเปิดเผยกว่า แต่คนไทยจะสงวนท่าทีมากกว่า” แอนอธิบาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงนิสัยของผมที่ชอบช่วยเหลือหนุ่มหล่อในชุมชนแออัด เธอก็ถามด้วยว่าผมกำลังเลี้ยงฮีโรไว้เป็นคนรักในอนาคตหรือเปล่า

เธอหยิบคำว่า ‘เลี้ยงต้อย’ มาใช้ไปมา ราวกับว่าคำนั้นจะช่วยอธิบายความรู้สึกที่ผมมีต่อเด็กคนนี้ได้

วันก่อนหน้านั้น ผมเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างผมกับฮีโรว่าเหมือนพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกเพียงคนเดียว

‘เขาหลงลูกคนนี้มาก เพราะเป็นลูกคนแรก แต่พอมีลูกอีกคน เขาก็ต้องแบ่งเวลาและพลังงานให้ลูกทั้งสอง ความสัมพันธ์ก็จะค่อย ๆ เข้าที่เข้าทาง’ ผมเคยคิดไว้แบบนั้น

อย่างไรก็ตาม แอนคงรู้ดีถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผมที่คอยดูแลลูกชายของเธอ กับพ่อแท้ ๆ ของเด็ก ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผมรู้จักเขา ผมยังไม่เคยเห็นแสดงความรักต่อลูกเลย

เขาแทบไม่พูดกับลูก หรือแม้แต่แสดงให้เห็นว่ารับรู้ว่าลูกอยู่ตรงนั้น ส่วนการกอดหรือแสดงความรักใคร่หรือ? อย่าหวังเลย

เรื่องนี้คงทำให้เจ็บปวดไม่น้อย

แน่นอนว่าผมวิจารณ์พี่แอ๊ดที่ไม่ใส่ใจลูก ในเมื่อเราสองคนต่างก็ยิงคำพูดใส่กันไปมาอยู่แล้ว

เธอปกป้องสามีของตัวเอง แม้ฟังดูจะไม่ได้เต็มปากเต็มคำนัก

ในทางปฏิบัติ เราตกลงกันว่าจะกำหนดขอบเขตใหม่สำหรับการเล่นด้วยกัน

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมแวะไปพร้อมอาหารสำหรับครอบครัว แล้วทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปตามปกติ

“การที่คุณยังกล้ามาสู้หน้ากันแบบนี้ แสดงว่าคุณบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ถ้าคุณทำผิด คุณคงหนีหน้าไปแล้ว” เธอฟันธงด้วยน้ำเสียงราวกับผู้พิพากษากำลังอ่านคำพิพากษาอยู่บนบัลลังก์

“ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ แล้วทำไมผมจะไม่กล้ามาล่ะ” ผมตอบ