เรียกเราว่า
"ไอ้สายทุบ" ก็แล้วกัน (Just call us Basher)
ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนิวซีแลนด์ โดยมีอัฒจันทร์สำหรับประชาชนทั่วไปและที่นั่งสำหรับสื่อมวลชนอยู่ด้านบน

ผมรู้ตัวทันทีว่าผมกับโอลิเวอร์มีอะไรคล้ายๆ
กัน ก็ตอนที่เห็นแกกระหน่ำนิ้วลงบนคีย์บอร์ดนั่นแหละ
เนื่องจากแกเป็นคนรุ่นเก่า
แกเลยพิมพ์สัมผัสไม่เป็น... ซึ่งผมเองก็ไม่เป็นเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ตอนเด็กๆ
เคยไปเข้าคอร์สเรียนพิมพ์ดีดมาแล้วแท้ๆ
เวลาพิมพ์
แกจะยกแขนขึ้นมากลางอากาศแล้วทุบเปรี้ยงลงไปเหมือนวาทยากรวงดนตรีไม่มีผิด
ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าแล็ปท็อปของแกรอดไปได้ยังไง
แต่พูดก็พูดเถอะ...
ตอนอยู่ปีกระจำการที่ออฟฟิศไครสต์เชิร์ช (Christchurch) ผมเองก็มีชื่อเสียงเรื่องความไร้ความปรานีต่อคีย์บอร์ดไม่แพ้กันเลย
ผมใช้งานพวกมันหนักหน่วงจนต้องเปลี่ยนใหม่อยู่บ่อยๆ
เล่นเอาบรรณาธิการกุมขมับด้วยความเพลียจิต (ตัดภาพมาทุกวันนี้
พอรู้ว่าวงการสื่อกำลังย่ำแย่ ผมเลยต้องพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้หน่อย)
บก.
หรือไม่ก็ลูกน้องของแกมักจะเดินมาโผล่ข้างตัวผมแล้วถามว่า
"พังไปอีกเครื่องแล้วเหรอ?"
"ใช่แล้วครับ"
ผมตอบ
ตอนนั้นเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคเครื่องพิมพ์ดีดไปสู่ยุค
DEI
(Direct Editorial Input ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในห้องข่าวของเรา
ผมเลยบอกตัวเองว่า
นั่นแหละคือเหตุผลที่นักข่าวอย่างโอลิเวอร์และผมมือหนักกับคีย์บอร์ดกันเหลือเกิน
เพราะพวกเราเคยชินกับการต้องออกแรงหักโหมกับเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นเก่า
ซึ่งเวลานิ้วกระแทกแป้นพิมพ์มันจะมีเสียง "แชะ! แชะ!"
และพวกเราก็ไม่เคยสลัดนิสัยนั้นทิ้งได้เลยจริงๆ
และความมือหนักนี้ก็ให้โชค
เพราะผมเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม (RSI หรือโรคจากการทำงานซ้ำๆ)
มาตั้งแต่สมัยใช้เครื่องพิมพ์ดีดแรกๆ นู่นเลย
อาการผมดีขึ้นหน่อยตอนที่เราเปลี่ยนมาใช้คอมพิวเตอร์
แต่ก็ดีขึ้นแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ...
ก็คนมันยังติดนิสัยทุบคีย์บอร์ดอยู่เหมือนเดิมนี่ครับ!
No comments:
Post a Comment
เขียนเป็นไทยหรืออ้งกฤษก็ได้คับ Thai or English is fine...