Tuesday, 17 March 2026

เรียกเราว่า "ไอ้สายทุบ" ก็แล้วกัน (Just call us Basher) 6

เรียกเราว่า "ไอ้สายทุบ" ก็แล้วกัน (Just call us Basher)
ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนิวซีแลนด์ โดยมีอัฒจันทร์สำหรับประชาชนทั่วไปและที่นั่งสำหรับสื่อมวลชนอยู่ด้านบน

ผมรู้ตัวทันทีว่าผมกับโอลิเวอร์มีอะไรคล้ายๆ กัน ก็ตอนที่เห็นแกกระหน่ำนิ้วลงบนคีย์บอร์ดนั่นแหละ

เนื่องจากแกเป็นคนรุ่นเก่า แกเลยพิมพ์สัมผัสไม่เป็น... ซึ่งผมเองก็ไม่เป็นเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ตอนเด็กๆ เคยไปเข้าคอร์สเรียนพิมพ์ดีดมาแล้วแท้ๆ

เวลาพิมพ์ แกจะยกแขนขึ้นมากลางอากาศแล้วทุบเปรี้ยงลงไปเหมือนวาทยากรวงดนตรีไม่มีผิด

ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าแล็ปท็อปของแกรอดไปได้ยังไง

แต่พูดก็พูดเถอะ... ตอนอยู่ปีกระจำการที่ออฟฟิศไครสต์เชิร์ช (Christchurch) ผมเองก็มีชื่อเสียงเรื่องความไร้ความปรานีต่อคีย์บอร์ดไม่แพ้กันเลย

ผมใช้งานพวกมันหนักหน่วงจนต้องเปลี่ยนใหม่อยู่บ่อยๆ เล่นเอาบรรณาธิการกุมขมับด้วยความเพลียจิต (ตัดภาพมาทุกวันนี้ พอรู้ว่าวงการสื่อกำลังย่ำแย่ ผมเลยต้องพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้หน่อย)

บก. หรือไม่ก็ลูกน้องของแกมักจะเดินมาโผล่ข้างตัวผมแล้วถามว่า "พังไปอีกเครื่องแล้วเหรอ?"

"ใช่แล้วครับ" ผมตอบ

ตอนนั้นเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคเครื่องพิมพ์ดีดไปสู่ยุค DEI (Direct Editorial Input ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในห้องข่าวของเรา

ผมเลยบอกตัวเองว่า นั่นแหละคือเหตุผลที่นักข่าวอย่างโอลิเวอร์และผมมือหนักกับคีย์บอร์ดกันเหลือเกิน

เพราะพวกเราเคยชินกับการต้องออกแรงหักโหมกับเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นเก่า ซึ่งเวลานิ้วกระแทกแป้นพิมพ์มันจะมีเสียง "แชะ! แชะ!" และพวกเราก็ไม่เคยสลัดนิสัยนั้นทิ้งได้เลยจริงๆ

และความมือหนักนี้ก็ให้โชค เพราะผมเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม (RSI หรือโรคจากการทำงานซ้ำๆ) มาตั้งแต่สมัยใช้เครื่องพิมพ์ดีดแรกๆ นู่นเลย

อาการผมดีขึ้นหน่อยตอนที่เราเปลี่ยนมาใช้คอมพิวเตอร์ แต่ก็ดีขึ้นแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ... ก็คนมันยังติดนิสัยทุบคีย์บอร์ดอยู่เหมือนเดิมนี่ครับ!

No comments:

Post a Comment

เขียนเป็นไทยหรืออ้งกฤษก็ได้คับ Thai or English is fine...