"ขอพระเจ้าทรง..."
ตอนเช้าผมมีเวลาว่างหลายชั่วโมงกว่าจะออกไปทำงานที่รัฐสภา
บางวันกว่าจะกลับก็สองทุ่มเราแทบไม่ได้เจอกันในวันธรรมดา
เชอวอนเลิกงานตั้งแต่บ่ายโมง
กลับมาดูแลสวนกุหลาบ
หรือแวะไปหาเพื่อน
ส่วนผม...
วันหนึ่งก็ไปตอบประกาศในหนังสือพิมพ์
ของชายคนหนึ่งที่กำลังมองหาเพื่อนคุยเรื่องศาสนา
บ้านไม้ของเขาเกาะอยู่บนไหล่เขา
เดินจากบ้านผมไม่นาน
ผมดีใจทันทีที่เห็นว่าเขาอยู่คนเดียว
ไม่มีผู้ชม
มีแค่ผมกับเขา
ชายคนนั้นชื่อ บาทหลวงฟิลิป
เครารุงรัง
ยากจน
เป็นจิตรกรแนวนามธรรม
ภาพวาดขนาดใหญ่แขวนเต็มบ้าน
แต่ดูไม่มีใครซื้อสักภาพ
อาจเป็นอัจฉริยะที่เกิดผิดยุคก็ได้
เขาประหยัดเสียจนใช้น้ำล้างจานอ่างเดิมอยู่หลายวัน
บางครั้งเดินเข้าครัวที
กลิ่นก็ต้อนรับก่อนเจ้าของบ้านเสียอีก
เวลาโทรศัพท์ดัง
ฟิลิปจะยังไม่พูด "ฮัลโหล"
ทันที
แต่จะเริ่มต้นด้วยคำอธิษฐานยาวเหยียดเสียก่อน
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า...
ขอพระองค์ทรงอวยพรแก่ผู้โทรมาหาในวันนี้
ขอพระองค์ทรงนำทางผู้หลงผิด
ขอพระองค์ประทานพระเมตตาแก่โลกใบนี้...
สาธุ...
ฮัลโหล"
คนที่โทรหา
คงต้องรอพระเจ้ารับสายให้เสร็จก่อน
จึงจะได้คุยกับฟิลิป
วันอาทิตย์เขาไปประชุมฟื้นฟูศรัทธาที่ Newtown
ไม่มีงานประจำ
ไม่มีเงิน
ไปไหนมาไหนด้วยการเดิน
สูทก็ซื้อจากร้านของมือสอง
และพยายามชวนผมเข้าศาสนาอยู่เรื่อย
แต่ผมไม่ค่อยเล่นด้วย
ผมกลับเอาหนังสือบทกวีของ Emily Dickinson ไปอ่านให้เขาฟังแทน
เงียบ ๆ
ทีละบท
ทีแรกผมบอกเขาว่าอยู่กับแม่
ต่อมาก็ค่อย ๆ หยอดเรื่องเล่าเข้าไปทีละนิด
ผมกลัวว่าวันหนึ่งเขาจะบังเอิญเจอเชอวอนเข้า
ทั้งที่เธออายุมากกว่าผม
แต่ก็ไม่ได้มากถึงขนาดเป็นแม่ผมเสียหน่อย
ผมเริ่มสวมบทเด็กชายขี้อาย
เปราะบาง
ไม่ค่อยกล้าพูด
ค่อย ๆ หยอดเรื่องเล่าเข้าไปทีละนิด
เหมือนหยดน้ำ
หยดแล้วหยดอีก
ผมเล่าว่ามีปัญหากับแม่
บอกเป็นนัย ๆ ว่าเราสนิทกันเสียจนแทบหายใจไม่ออก
ผมรู้ดีว่าความคิดแบบนั้น
จะทำให้ชายกีวีแบบดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่หลังเครารุงรังของเขาอึดอัด
"ผู้ชายโตแล้วเขาไม่คิดกันแบบนี้"
เขาบอก
พร้อมสอนตั้งแต่วิธีแต่งตัว
ไปจนถึงวิธีวางตัว
"อย่างแรกเลย..."
"เลิกเรียกแม่ว่า Mummy"
วันหนึ่งเขาพูดขึ้นมาลอย ๆ
"ต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับนาย"
เขาหมายถึงการถูกล่วงละเมิด
แต่ไม่กล้าพูดคำคำนั้นออกมาตรง ๆ
ความจริง...
เขาคิดผิด
ผมไม่ได้กำลังสารภาพอดีต
ผมแค่กำลังแสดงละคร
คนที่โทรหา
คงต้องรอพระเจ้ารับสายให้เสร็จก่อน
จึงจะได้คุยกับฟิลิป
วันอาทิตย์เขาไปประชุมฟื้นฟูศรัทธาที่ Newtown
ไม่มีงานประจำ
ไม่มีเงิน
ไปไหนมาไหนด้วยการเดิน
สูทก็ซื้อจากร้านของมือสอง
และพยายามชวนผมเข้าศาสนาอยู่เรื่อย
แต่ผมไม่ค่อยเล่นด้วย
ผมกลับเอาหนังสือบทกวีของ Emily Dickinson ไปอ่านให้เขาฟังแทน
เงียบ ๆ
ทีละบท
ทีแรกผมบอกเขาว่าอยู่กับแม่
ต่อมาก็ค่อย ๆ หยอดเรื่องเล่าเข้าไปทีละนิด
ผมกลัวว่าวันหนึ่งเขาจะบังเอิญเจอเชอวอนเข้า
ทั้งที่เธออายุมากกว่าผม
แต่ก็ไม่ได้มากถึงขนาดเป็นแม่ผมเสียหน่อย
ผมเริ่มสวมบทเด็กชายขี้อาย
เปราะบาง
ไม่ค่อยกล้าพูด
ค่อย ๆ หยอดเรื่องเล่าเข้าไปทีละนิด
เหมือนหยดน้ำ
หยดแล้วหยดอีก
ผมเล่าว่ามีปัญหากับแม่
บอกเป็นนัย ๆ ว่าเราสนิทกันเสียจนแทบหายใจไม่ออก
ผมรู้ดีว่าความคิดแบบนั้น
จะทำให้ชายกีวีแบบดั้งเดิมที่ซ่อนอยู่หลังเครารุงรังของเขาอึดอัด
"ผู้ชายโตแล้วเขาไม่คิดกันแบบนี้"
เขาบอก
พร้อมสอนตั้งแต่วิธีแต่งตัว
ไปจนถึงวิธีวางตัว
"อย่างแรกเลย..."
"เลิกเรียกแม่ว่า Mummy"
วันหนึ่งเขาพูดขึ้นมาลอย ๆ
"ต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับนาย"
เขาหมายถึงการถูกล่วงละเมิด
แต่ไม่กล้าพูดคำคำนั้นออกมาตรง ๆ
ความจริง...
เขาคิดผิด
ผมไม่ได้กำลังสารภาพอดีต
ผมแค่กำลังแสดงละคร
No comments:
Post a Comment
เขียนเป็นไทยหรืออ้งกฤษก็ได้คับ Thai or English is fine...