เสียงกบฏ |
| ผู้โดยสารที่เดินทางในกรุงเทพฯ, มีนาคม 2563 (Shutterstock) |
ทีนี้ก็มาถึงประเทศไทย แล้วที่นี่รับมือกันได้ดีแค่ไหน?
แล้วพวกกบฏเรื่องแมสอย่างผมแทรกซึมเข้าไปอยู่ในสังคมที่สุภาพเรียบร้อยนี้กันมากแค่ไหน?
จากงานวิจัยที่ผมไปอ่านมา ประเทศไทยได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านสาธารณสุขมากที่สุดในช่วงแรกของการรับมือโควิดในปี 2020
ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกนอกประเทศจีนในเดือนมกราคม 2020 และดำเนินการเพิ่มการตรวจหาเชื้อและการติดตามผู้สัมผัสอย่างรวดเร็ว
ปลายเดือนมีนาคม 2020 รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรการต่าง ๆ รวมถึงการปิดพรมแดนอย่างเข้มงวด เคอร์ฟิวทั่วประเทศ การจำกัดการเดินทาง และการปิดสถานที่สาธารณะที่มีความเสี่ยงสูง
แต่มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ผมสนใจ นั่นคือ การสนับสนุนจากประชาชนระดับรากหญ้าและการปฏิบัติตามมาตรการ
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมากกว่าหนึ่งล้านคนช่วยติดตามผู้ติดเชื้อ ตรวจสอบการเดินทางในพื้นที่ และดูแลการกักตัวในระดับชุมชน
การใส่หน้ากากด้วยความสมัครใจ การล้างมือ และการทักทายโดยไม่สัมผัสตัวอย่างการไหว้ ก็เป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว และได้รับการส่งเสริมอย่างหนักตั้งแต่ช่วงแรก ๆ
มาตรการเหล่านี้รวมกันจนสามารถลดการแพร่เชื้อภายในประเทศลงจนเกือบเป็นศูนย์ภายในเดือนพฤษภาคม 2020 ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่รายงานในช่วงแรกของการระบาดอยู่ในระดับต่ำมาก
พูดอีกอย่างก็คือ ผมเป็นเสียงส่วนน้อยอยู่คนเดียว
รัฐบาลแทบไม่ต้องรับมือกับคนที่สงสัยเรื่องการใส่หน้ากากแบบผมมากนัก และในช่วงแรกก็แทบไม่มีแรงต่อต้านจากประชาชนต่อมาตรการควบคุมที่เข้มงวดของรัฐ
ผมชอบคิดว่าความสงสัยของตัวเองเกิดจากนิสัย “ชอบตั้งคำถาม” ซึ่งถือว่าเป็นนิสัยที่ดี มากกว่าจะเป็นเพราะมีสันดานชอบกบฏมาตั้งแต่เกิด
ความอยากรู้อยากเห็นเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับนักข่าวอย่างผม
น่าเสียดายที่คนอื่นมีนิสัยแบบนี้กันน้อยเหลือเกิน
No comments:
Post a Comment
เขียนเป็นไทยหรืออ้งกฤษก็ได้คับ Thai or English is fine...