ไม่แคร์คุณหรอก เพื่อน... |
| ผู้คนยืนเข้าแถวเพื่อรับการตรวจหาเชื้อโควิดในจังหวัดสมุทรปราการ (AP) |
ดังนั้น แม้ว่าผมจะไม่ค่อยสนใจว่าคนแปลกหน้าบางคนจะคิดอย่างไรกับผม แต่ผมก็ต้องคิดถึงคนรอบตัว โดยเฉพาะถ้าพวกเขาอาจได้รับผลกระทบจากนิสัยใส่แมสแบบขอไปทีของผม
และไวรัสก็ติดกันง่ายเสียด้วย...
แต่ผมก็ยังดื้ออยู่ดี
ผมไม่อยากใส่ เพราะหายใจไม่คล่อง และไม่อยากให้คนอื่นใส่ด้วย เพราะฟังเขาพูดไม่ออก
ยอมรับกันตรง ๆ ผมพร้อมจะท้าทายอำนาจเมื่อเป็นเรื่องของคนแปลกหน้า โดยอาจตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ผิดก็ได้ว่า ถ้าการกระทำเห็นแก่ตัวของผมทำให้มาตรการควบคุมเสียหายอยู่บ้าง ความเสียหายนั้นก็คงไม่แพร่ไปไกลนัก
พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าคนแปลกหน้าในวงนั้นติดเชื้อจากการกระทำเห็นแก่ตัวของผม ผมก็ใส่ใจน้อยกว่าที่ควร
ตราบใดที่พวกเขาไม่เข้ามาอยู่ในวงสังคมของผม ไม่ได้เอาเชื้อมาติดผมหรือคนที่ผมรัก ผมก็ไม่ได้สนใจมากนักว่าพวกเขาจะติดเชื้อจากการกระทำของผมหรือไม่
ถ้าเป็นคนแปลกหน้า สิ่งเดียวที่ผมสนใจจริง ๆ ในระดับผิวเผินของการมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่เราไม่รู้จักก็คือ เราจะคุยกันรู้เรื่องหรือเปล่า
และถ้าพวกเขาใส่แมส ผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง
ถ้าผมใส่แมส ผมก็หายใจไม่ออก
เพราะฉะนั้น ใช่ครับ ผมก็จะถามพวกเขาว่า เราถอดแมสคุยกันได้ไหม
ถ้าพวกเขาติดเชื้อขึ้นมา แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เจอพวกเขาอีก ผมก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรนัก
ผมไม่รู้เลยว่าตลอดช่วงเวลานั้น ผมอาจแพร่เชื้อให้คนไปกี่คน ทุกครั้งที่ผมถามว่าเราถอดแมสคุยกันได้ไหม
หรือแม้แต่ตอนที่ผมจงใจเดินเข้าไปในฝูงชนโดยทำเหมือนว่าวันนั้นลืมใส่แมสมา
ถ้าเขาติดเชื้อขึ้นมา ก็เรื่องของเขา
ผมถามคนอยู่หลายครั้งว่า ถ้าจะคุยกันช่วยถอดแมสได้ไหม
พวกเขาทำหน้าตกใจ
“เราคุยกันโดยเว้นระยะห่างที่ปลอดภัยไม่ได้เหรอ?” ผมเสนอ
สีหน้าตกใจ ความงุนงง
สิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาคือ
“ไม่รู้หรือไงว่าต้องทำอะไร? เขาบอกเราแล้วนี่!”
ผมเองก็อยากเถียงกลับว่า จริง ๆ แล้วไม่มีใครรู้ดีกว่านี้หรอก
สิ่งเดียวที่เรามีคือคำพูดของนักวิทยาศาสตร์และนักการเมือง และพวกเขาเองก็กำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับเรา
พวกเราส่วนใหญ่กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของตัวเองหากขัดขืน
อย่างน้อยรัฐบาลที่มีทุนความเชื่อมั่นจากประชาชนไม่มากนักก็คงต้องขอบคุณความกลัวนั้น
แต่ก็มีเรื่องน่าสนใจอยู่เหมือนกัน
จากการสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อการระบาด ซึ่งสอบถามคน 50,000 คนใน 150 ประเทศ พบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำตามมาตรการควบคุมโควิดเพราะความรู้สึกผิด การข่มขู่ หรือบทลงโทษ
“ถ้าข้อความที่สื่อออกมาคือ ‘อย่าทำแบบนี้ ไม่อย่างนั้นคนจะตาย’ มันไม่ค่อยได้ผล เพราะเป็นการพูดถึงผลลัพธ์ในทางลบ แต่สิ่งที่ผู้คนต้องการเห็นคือ การปฏิบัติตามมาตรการล็อกดาวน์กำลังช่วยชีวิตคน เราเห็นแบบนี้ในแทบทุกที่” ไซมอน เบคอน นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัย Concordia ในมอนทรีออล ผู้เป็นหัวหน้าการสำรวจกล่าว
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร บางคนก็ให้ความร่วมมือกับมาตรการป้องกันโควิดอย่างเต็มอกเต็มใจ
การระบาดถึงกับทำให้เกิดศัพท์ใหม่ ๆ อย่าง “masking up” ซึ่งสำหรับบางคนหมายถึงการใส่หน้ากากไม่ใช่แค่ชั้นเดียว แต่หลายชั้นพร้อมกัน
ส่วนคนอื่น ๆ โดยเฉพาะในชุมชนแออัดใกล้บ้านผม ซึ่งบางทีข่าวเรื่องการระบาดอาจไปถึงช้ากว่า ก็ยังใช้ชีวิตกันตามปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นข้างนอก
และแล้วก็มีพวกขี้สงสัยอย่างผม
No comments:
Post a Comment
เขียนเป็นไทยหรืออ้งกฤษก็ได้คับ Thai or English is fine...