ผู้หญิงที่ไม่คิดจะทำงานอีก (Lady of leisure) 
เราไปเที่ยวกันที่เมือง นิวยอร์กซิตี้ ช่วงปลายปี 80s ผมยังหน้าเด็กอยูเลย

ผ่านไปแค่สองสามปี เชอวอนก็ประกาศลั่นว่า ชีวิตนี้จะไม่ทำงานประจำอีกแล้ว
"ฉันภูมิใจนะที่ได้เป็นผู้หญิงมีคนเลี้ยง ไม่ใช่มัวแต่เป็นเฟมินิสต์เหมือนสมัยนี้"เธอพูดเรื่องนี้ด้วยความภาคภูมิใจอยู่บ่อย ๆ
เราย้ายบ้านเช่าไปเรื่อย หลายแห่งเก่าโทรมเสียจนสภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่เอาเสียเลย
แต่พอเดินเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างกลับดูเหมือนหลุดมาจากนิตยสารแต่งบ้าน
แน่นอนว่า ผมไม่มีสิทธิ์วางอะไรเรี่ยราดแม้แต่นิดเดียว
ทุกอย่างต้องอยู่ในที่ของมัน
บนโต๊ะรับแขกมีหนังสือ Miss Manners ว่าด้วยมารยาทการเข้าสังคมวางอยู่เสมอ
เชอวอนชอบเปิดมาอ้าง แล้วอบรมผมเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร การวางช้อนส้อม หรือเรื่องจุกจิกอื่น ๆ เป็นงานอดิเรกอีกอย่างของเธอ
เธอเป็นพี่คนโตของพี่น้องแปดคน เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่เวลลิงตัน
แต่ไม่รู้ทำไม เธอมักทำเหมือนตัวเองเกิดมาเพื่อสังคมชั้นสูง
ผมเลยชอบแหย่เธอว่า
"คนชั้นกลางอย่างผมนี่สบาย ๆ กว่าเยอะ ไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องเล็กเรื่องน้อยแบบนี้หรอก"
แน่นอนว่าเธอไม่เคยขำ
ก่อนย้ายมาอยู่คริสต์เชิร์ช เชอวอนเคยเปิดร้านเสื้อผ้ากับสามีเก่าที่ฮอว์กส์เบย์
รสนิยมเรื่องการแต่งตัวของเธอก็ติดมาถึงผมด้วย
สมัยนั้นผมชอบเสื้อเชิ้ตสั่งตัดกับเนกไทสีจัด ๆ ซึ่งกำลังฮิตในยุค 80 และต้นยุค 90
ส่วนเชอวอนก็สนุกกับการจับผมแต่งตัว ราวกับกำลังปั้นหุ่นโชว์เสื้อผ้าเดินได้
เราชอบเดินดูร้านเสื้อผ้าตามตัวเมืองด้วยกัน
ครั้งหนึ่งผมใจใหญ่ ยอมควักเงินกว่าพันดอลลาร์ซื้อสูทกระดุมสองแถวตัวหนึ่ง
สำหรับนักข่าวหนุ่มร่างผอมกะหร่อง เงินก้อนนั้นถือว่ามหาศาล
พนักงานขายมองผมแล้วเตือนว่า
"อีกไม่นานคุณคงใส่มันไม่ได้หรอก คุณยังโตไม่เต็มที่"
เขาพูดถูกทุกคำ
ไม่กี่เดือนต่อมา ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ Hardy Amies ช่างตัดเสื้อผู้มีชื่อเสียงแห่งราชสำนักอังกฤษ ซึ่งมาเยือนคริสต์เชิร์ช
ผมใส่สูทตัวเก่งไปอย่างภูมิใจ แล้วถือโอกาสถามความเห็นเขาเสียเลย
เขามองอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบอย่างสุภาพว่า
"ผมไม่อยากวิจารณ์มากนัก...แต่ทรงมันยังตัดได้ไม่ค่อยดี"
เท่านั้นเอง
ความภูมิใจในสูทตัวละเป็นพันดอลลาร์ของผม ก็หายวับไปเกือบหมดภายในไม่กี่วินาที
No comments:
Post a Comment
เขียนเป็นไทยหรืออ้งกฤษก็ได้คับ Thai or English is fine...