Thursday, 21 September 2023

ค่อยๆ เลือนหาย 21

ค่อยๆ เลือนหาย 

ผมรู้จักไมค์กับซูอยู่ราว 15 ปี

พอๆ กับความสัมพันธ์ของผมกับเชอวอน

เมื่อลูกๆ โตและย้ายออกจากบ้าน

ทั้งคู่ก็ขายบ้านหลังเดิม

แล้วย้ายไปอยู่หมู่บ้านผู้สูงอายุ

บ้านที่เคยเป็นเหมือน second home

ก็เปลี่ยนเจ้าของ

ทุกวันนี้

เหลือเพียงรูปถ่าย

กับความทรงจำ

ผมไม่ได้ติดต่อไมค์กับซูมานานแล้ว

ตั้งแต่เลิกกับเชอวอน

และย้ายมาเมืองไทย

เมื่อความสัมพันธ์ของเราสิ้นสุดลง

เพื่อนหลายคนของเชอวอน

ซึ่งรู้จักเธอมาก่อนผม

ก็ค่อยๆ หายไปจากชีวิตผมเช่นกัน


งานเลี้ยงหน้าร้อน 20

งานเลี้ยงหน้าร้อน 
ห้องที่เราจัดงาน dinner กัน ผมนั่งคุยกับลูกสาวเพื่อนแม่ซู

บ้านของไมค์กับซูอยู่ย่าน Merivale

ซึ่งถือว่าค่อนข้างมีฐานะ

ทุกหน้าร้อน

พวกเขาจะจัดดินเนอร์

ชวนเพื่อนๆ มารวมตัวกัน

ผมกับเชอวอนก็มักไปช่วย

จัดโต๊ะ

เตรียมอาหาร

แล้วสุดท้ายก็นั่งร่วมวงด้วย

ในรูปด้านบน

ผมกำลังคุยกับลูกสาวของเพื่อนคนหนึ่งของซู

ส่วนผู้หญิงที่ยืนถือแก้วอยู่ด้านหลัง

ก็เป็นแขกประจำของบ้าน

ช่วงแรกๆ

ผมยังไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง

จึงนั่งฟังมากกว่าพูด

ถ้าเริ่มเบื่อบทสนทนาของผู้ใหญ่

ผมก็จะหยิบกีตาร์ออกไปเล่นนอกบ้าน

ค่อยๆ ขยับหามุมที่แดดส่องถึง

เหมือนจิ้งจกที่กำลังอาบแดด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป

ผมก็เริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

และเริ่มคุยกับผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สวนของซูขึ้นชื่อไปทั้งละแวก

คนที่เดินผ่านหน้าบ้านมักจอดดูอยู่ที่รั้ว

ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามว่า

"ขอเข้าไปเดินชมสวนได้ไหม?"
ในรูปนี้คือห้องที่เราใช้จัดงาน dinner เมื่อหลายปีก่อนก็ปราศจากเฟอร์นิเจอร์แล้วเพราะเจ้าของกำลังขายบ้าน


ข้างในเหมือนเขาวงกตเล็ก ๆ

ซุ้มไม้พาเลื้อยทอดต่อกันเป็นชั้น ๆ

เดินพ้นมุมหนึ่ง

ก็เจอดอกไม้อีกชนิดซ่อนอยู่ข้างใน

ราวกับสวนมีความลับให้ค้นพบตลอดเวลา

ถึงขั้นมีการ์ดพิมพ์ไว้แจกผู้มาเยือนว่า


"Sue's Garden, Holly Road."

บ้านพักใจ 19

บ้านพักใจ 
บ้านของนางซู ที่ Holly Road ธันวาคม 2019

แต่เชอวอนก็มีเพื่อนอีกแบบหนึ่ง

ซู

หญิงร่างเล็ก ใจดี

ทำงานด้านสาธารณสุข

ดูเป็นคนเรียบร้อย ออกแนวนักวิชาการนิดๆ

แต่ชีวิตของเธอกลับเต็มไปด้วยผู้คนแปลกๆ

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเกย์

คนโสดวัยกลางคน

หรือคู่รักประหลาดอย่างผมกับเชอวอน

บ้านของซูจึงไม่เคยเงียบ

ใครต่อใครแวะมาดื่มกาแฟ

ระบายทุกข์

หรือแค่นั่งคุย

ตั้งแต่เช้าจนเย็น

สามีของเธอออกไปทำงานทุกวัน

ส่วนซูทำงานจากบ้าน

บ้านหลังนั้นจึงเหมือนสถานีพักใจของหลายคน

เวลาปัญหาระหว่างผมกับครอบครัวรุนแรงขึ้น

เราก็มักไปหาซู

ถ้าจะเรียกบ้านเธอว่าเป็น safe house

ก็คงไม่ผิดนัก

น่าสนใจที่ทั้งจูดี้กับซู

ต่างก็เป็นแม่ของเด็กนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน

แต่กลับมองเราตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

สำหรับจูดี้

ผมคือเด็กคนหนึ่ง

ที่ถูกผู้หญิงอายุมากกว่าพรากออกจากครอบครัว

เธอเห็นแต่ความทุกข์ของพ่อแม่ผม

ส่วนซู

ไม่ค่อยสนว่าใครถูกหรือผิด

เธอเห็นเพียงคนสองคน

ที่กำลังพยายามใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

และต้องการบ้านสักหลัง

ที่ยังเปิดประตูต้อนรับ

ผมคิดอยู่เสมอว่า

ในช่วงที่ผมแทบไม่ติดต่อพ่อแม่

ซูทำหน้าที่เป็นแม่อีกคนหนึ่ง

โดยไม่มีใครเคยพูดออกมาตรงๆ

ทุกวันนี้

คนส่วนใหญ่คงยักไหล่แล้วเดินผ่าน

แต่ Christchurch ในยุคนั้น

ยังเป็นเมืองที่อนุรักษนิยมมาก

ความสัมพันธ์แบบเรา

จึงสะดุดตาผู้คนมากกว่าที่นักอ่านรุ่นใหม่จะจินตนาการออก