Thursday, 21 September 2023

จดหมายจากครูใหญ่ 9

จดหมายจากครูใหญ่ 
จดหมายจากพ่อ

พ่อยังไม่ยอมแพ้

ท่านเขียนจดหมายมาหาผมอยู่เรื่อย ๆ

ส่งมาทางไปรษณีย์ทีละฉบับ

บางฉบับผมเปิดอ่านได้ไม่กี่ย่อหน้าก็พับเก็บ หรือไม่ก็โยนทิ้ง

เพราะรู้ดีว่าอ่านต่อไปก็มีแต่จะปวดใจ

ใจความมักประมาณว่า

"
พ่อกับแม่ผิดหวังกับการตัดสินใจของแกมาก

แกกำลังมองเรื่องนี้สั้นเกินไป

สิ่งที่ทำวันนี้อาจตามหลอกหลอนแกไปอีกนาน

อยากให้กลับไปคิดใหม่อีกครั้ง"

ยอมรับตามตรงว่า

ตอนนั้นผมเห็นแก่ความสุขของตัวเองไม่น้อย

มันคือรักครั้งแรกที่จริงจังที่สุดในชีวิต

น่าเสียดายก็ตรงที่

ผู้หญิงที่ผมรัก

กลับเป็นคนที่พ่อแม่รับไม่ได้

ส่วนเชอวอนก็ให้กำลังใจผมเสมอ

สำหรับเธอ เรื่องนี้มีคนเกี่ยวข้องอยู่แค่สองคน

คือเธอกับผม ที่เหลือไม่เกี่ยว


บ้านอีกหลังที่เริ่มร้าว 8

บ้านอีกหลังที่เริ่มร้าว 

ผมอาจย้ายออกจากบ้านมาใช้ชีวิตกับเชอวอน เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองโตพอจะเลือกทางเดินเองได้แล้ว

แต่ความสัมพันธ์กับพ่อแม่กลับแย่ลงเรื่อย ๆ

ในสายตาของพวกท่าน

ผมกำลังปฏิเสธทั้งความรัก ความหวังดี และคำสั่งสอนที่เลี้ยงดูผมมาตลอด

ส่วนผมกลับคิดง่าย ๆ ว่า

ผมแค่กำลังใช้ชีวิตของตัวเอง

เราจึงปะทะกันเต็มแรง

แล้วก็ปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำอีก

พ่อแม่พยายามดึงผมกลับเข้าบ้าน

ส่วนผมก็ยิ่งดื้อ

ยืนยันว่าจะอยู่กับเชอวอนต่อไป

พวกท่านอยากให้ผมคบผู้หญิงวัยเดียวกัน

สร้างครอบครัว

วางแผนอนาคต

ใช้ชีวิตแบบที่คนทั่วไปเขาทำกัน

แต่ตอนนั้น

ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

ไม่นาน ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็เริ่มแตกร้าว


ผู้หญิงที่ไม่คิดจะทำงานอีก (Lady of leisure) 7

ผู้หญิงที่ไม่คิดจะทำงานอีก (Lady of leisure) 
เราไปเที่ยวกันที่เมือง นิวยอร์กซิตี้ ช่วงปลายปี 80s ผมยังหน้าเด็กอยูเลย

ผ่านไปแค่สองสามปี เชอวอนก็ประกาศลั่นว่า ชีวิตนี้จะไม่ทำงานประจำอีกแล้ว

"ฉันภูมิใจนะที่ได้เป็นผู้หญิงมีคนเลี้ยง ไม่ใช่มัวแต่เป็นเฟมินิสต์เหมือนสมัยนี้"

เธอพูดเรื่องนี้ด้วยความภาคภูมิใจอยู่บ่อย ๆ

เราย้ายบ้านเช่าไปเรื่อย หลายแห่งเก่าโทรมเสียจนสภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่เอาเสียเลย

แต่พอเดินเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างกลับดูเหมือนหลุดมาจากนิตยสารแต่งบ้าน

แน่นอนว่า ผมไม่มีสิทธิ์วางอะไรเรี่ยราดแม้แต่นิดเดียว

ทุกอย่างต้องอยู่ในที่ของมัน

บนโต๊ะรับแขกมีหนังสือ Miss Manners ว่าด้วยมารยาทการเข้าสังคมวางอยู่เสมอ

เชอวอนชอบเปิดมาอ้าง แล้วอบรมผมเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร การวางช้อนส้อม หรือเรื่องจุกจิกอื่น ๆ เป็นงานอดิเรกอีกอย่างของเธอ

เธอเป็นพี่คนโตของพี่น้องแปดคน เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่เวลลิงตัน

แต่ไม่รู้ทำไม เธอมักทำเหมือนตัวเองเกิดมาเพื่อสังคมชั้นสูง

ผมเลยชอบแหย่เธอว่า

"
คนชั้นกลางอย่างผมนี่สบาย ๆ กว่าเยอะ ไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องเล็กเรื่องน้อยแบบนี้หรอก"

แน่นอนว่าเธอไม่เคยขำ

ก่อนย้ายมาอยู่คริสต์เชิร์ช เชอวอนเคยเปิดร้านเสื้อผ้ากับสามีเก่าที่ฮอว์กส์เบย์

รสนิยมเรื่องการแต่งตัวของเธอก็ติดมาถึงผมด้วย

สมัยนั้นผมชอบเสื้อเชิ้ตสั่งตัดกับเนกไทสีจัด ๆ ซึ่งกำลังฮิตในยุค 80 และต้นยุค 90

ส่วนเชอวอนก็สนุกกับการจับผมแต่งตัว ราวกับกำลังปั้นหุ่นโชว์เสื้อผ้าเดินได้

เราชอบเดินดูร้านเสื้อผ้าตามตัวเมืองด้วยกัน

ครั้งหนึ่งผมใจใหญ่ ยอมควักเงินกว่าพันดอลลาร์ซื้อสูทกระดุมสองแถวตัวหนึ่ง

สำหรับนักข่าวหนุ่มร่างผอมกะหร่อง เงินก้อนนั้นถือว่ามหาศาล

พนักงานขายมองผมแล้วเตือนว่า

"
อีกไม่นานคุณคงใส่มันไม่ได้หรอก คุณยังโตไม่เต็มที่"

เขาพูดถูกทุกคำ

ไม่กี่เดือนต่อมา ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ Hardy Amies ช่างตัดเสื้อผู้มีชื่อเสียงแห่งราชสำนักอังกฤษ ซึ่งมาเยือนคริสต์เชิร์ช

ผมใส่สูทตัวเก่งไปอย่างภูมิใจ แล้วถือโอกาสถามความเห็นเขาเสียเลย

เขามองอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบอย่างสุภาพว่า

"
ผมไม่อยากวิจารณ์มากนัก...แต่ทรงมันยังตัดได้ไม่ค่อยดี"

เท่านั้นเอง

ความภูมิใจในสูทตัวละเป็นพันดอลลาร์ของผม ก็หายวับไปเกือบหมดภายในไม่กี่วินาที