Thursday, 21 September 2023

บ้านอีกหลังที่เริ่มร้าว 8

บ้านอีกหลังที่เริ่มร้าว 

ผมอาจย้ายออกจากบ้านมาใช้ชีวิตกับเชอวอน เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองโตพอจะเลือกทางเดินเองได้แล้ว

แต่ความสัมพันธ์กับพ่อแม่กลับแย่ลงเรื่อย ๆ

ในสายตาของพวกท่าน

ผมกำลังปฏิเสธทั้งความรัก ความหวังดี และคำสั่งสอนที่เลี้ยงดูผมมาตลอด

ส่วนผมกลับคิดง่าย ๆ ว่า

ผมแค่กำลังใช้ชีวิตของตัวเอง

เราจึงปะทะกันเต็มแรง

แล้วก็ปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำอีก

พ่อแม่พยายามดึงผมกลับเข้าบ้าน

ส่วนผมก็ยิ่งดื้อ

ยืนยันว่าจะอยู่กับเชอวอนต่อไป

พวกท่านอยากให้ผมคบผู้หญิงวัยเดียวกัน

สร้างครอบครัว

วางแผนอนาคต

ใช้ชีวิตแบบที่คนทั่วไปเขาทำกัน

แต่ตอนนั้น

ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

ไม่นาน ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็เริ่มแตกร้าว


ผู้หญิงที่ไม่คิดจะทำงานอีก (Lady of leisure) 7

ผู้หญิงที่ไม่คิดจะทำงานอีก (Lady of leisure) 
เราไปเที่ยวกันที่เมือง นิวยอร์กซิตี้ ช่วงปลายปี 80s ผมยังหน้าเด็กอยูเลย

ผ่านไปแค่สองสามปี เชอวอนก็ประกาศลั่นว่า ชีวิตนี้จะไม่ทำงานประจำอีกแล้ว

"ฉันภูมิใจนะที่ได้เป็นผู้หญิงมีคนเลี้ยง ไม่ใช่มัวแต่เป็นเฟมินิสต์เหมือนสมัยนี้"

เธอพูดเรื่องนี้ด้วยความภาคภูมิใจอยู่บ่อย ๆ

เราย้ายบ้านเช่าไปเรื่อย หลายแห่งเก่าโทรมเสียจนสภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่เอาเสียเลย

แต่พอเดินเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างกลับดูเหมือนหลุดมาจากนิตยสารแต่งบ้าน

แน่นอนว่า ผมไม่มีสิทธิ์วางอะไรเรี่ยราดแม้แต่นิดเดียว

ทุกอย่างต้องอยู่ในที่ของมัน

บนโต๊ะรับแขกมีหนังสือ Miss Manners ว่าด้วยมารยาทการเข้าสังคมวางอยู่เสมอ

เชอวอนชอบเปิดมาอ้าง แล้วอบรมผมเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร การวางช้อนส้อม หรือเรื่องจุกจิกอื่น ๆ เป็นงานอดิเรกอีกอย่างของเธอ

เธอเป็นพี่คนโตของพี่น้องแปดคน เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่เวลลิงตัน

แต่ไม่รู้ทำไม เธอมักทำเหมือนตัวเองเกิดมาเพื่อสังคมชั้นสูง

ผมเลยชอบแหย่เธอว่า

"
คนชั้นกลางอย่างผมนี่สบาย ๆ กว่าเยอะ ไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องเล็กเรื่องน้อยแบบนี้หรอก"

แน่นอนว่าเธอไม่เคยขำ

ก่อนย้ายมาอยู่คริสต์เชิร์ช เชอวอนเคยเปิดร้านเสื้อผ้ากับสามีเก่าที่ฮอว์กส์เบย์

รสนิยมเรื่องการแต่งตัวของเธอก็ติดมาถึงผมด้วย

สมัยนั้นผมชอบเสื้อเชิ้ตสั่งตัดกับเนกไทสีจัด ๆ ซึ่งกำลังฮิตในยุค 80 และต้นยุค 90

ส่วนเชอวอนก็สนุกกับการจับผมแต่งตัว ราวกับกำลังปั้นหุ่นโชว์เสื้อผ้าเดินได้

เราชอบเดินดูร้านเสื้อผ้าตามตัวเมืองด้วยกัน

ครั้งหนึ่งผมใจใหญ่ ยอมควักเงินกว่าพันดอลลาร์ซื้อสูทกระดุมสองแถวตัวหนึ่ง

สำหรับนักข่าวหนุ่มร่างผอมกะหร่อง เงินก้อนนั้นถือว่ามหาศาล

พนักงานขายมองผมแล้วเตือนว่า

"
อีกไม่นานคุณคงใส่มันไม่ได้หรอก คุณยังโตไม่เต็มที่"

เขาพูดถูกทุกคำ

ไม่กี่เดือนต่อมา ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ Hardy Amies ช่างตัดเสื้อผู้มีชื่อเสียงแห่งราชสำนักอังกฤษ ซึ่งมาเยือนคริสต์เชิร์ช

ผมใส่สูทตัวเก่งไปอย่างภูมิใจ แล้วถือโอกาสถามความเห็นเขาเสียเลย

เขามองอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบอย่างสุภาพว่า

"
ผมไม่อยากวิจารณ์มากนัก...แต่ทรงมันยังตัดได้ไม่ค่อยดี"

เท่านั้นเอง

ความภูมิใจในสูทตัวละเป็นพันดอลลาร์ของผม ก็หายวับไปเกือบหมดภายในไม่กี่วินาที


เดินออกจากบ้าน 6

เดินออกจากบ้าน 

คุยกันจบ

ผมเดินขึ้นห้อง

เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า

แล้วก็เดินออกจากบ้าน

ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมต้องเลี้ยงตัวเองจริง ๆ

ผมคงกลับไปขอเงินพ่อแม่ไม่ได้แล้ว

เราเช่าห้องโทรม ๆ ในบ้านแบ่งเป็นห้องเช่ากลางเมือง

สภาพไม่น่าอวด

แต่ค่าเช่าถูก

เชอวอนโชคดีว่าเธอหางานใหม่ได้เร็ว

ไม่อย่างนั้นเราคงไปไม่รอด

ช่วงแรกเธอทำงานด้านขาย เดินทางต่างจังหวัดบ่อย

ต่อมาจึงย้ายไปเป็นผู้ช่วยในคลินิกหมอแห่งหนึ่ง

ส่วนผมยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่

กลางวันเรียน

ว่างเมื่อไรก็ออกไปรับจ้าง

ล้างจาน

แบกของ

ทำทุกอย่างที่ได้เงิน

เพราะรายรับของเรามีเท่าไรก็ไม่เคยพอ

พูดอีกอย่างก็คือ...

เกือบตลอดสิบห้าปีที่เราอยู่ด้วยกัน

เราไม่เคยมีเงินพอใช้