Thursday, 21 September 2023

จุดเริ่มต้นที่ถูกเลี้ยงมาในโลกแคบ 12 (part 2)

จุดเริ่มต้นที่ถูกเลี้ยงมาในโลกแคบ (part 2)

ผมก็พลาดโอกาสได้ลองผิดลองถูกกับคนวัยเดียวกัน

พ่อแม่เคยพูดอย่างเหนื่อยใจว่า

"
อยู่กันอย่างกับผัวเมียแก่ ๆ"

ตอนนั้นผมไม่ค่อยเข้าใจ

เดี๋ยวนี้เข้าใจดีแล้ว

ผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับเชอวอน

ดูออกแทบจะทันทีว่าผมกำลังทำอะไรอยู่

พวกเขาเห็นว่าผมสนใจผู้ชาย

แต่ดันจับตัวเองไปติดอยู่ในชีวิตกับผู้หญิง

มากกว่าหนึ่งคนเห็นว่านั่นเป็นโอกาสที่น่าสนใจ

คนแรก ๆ คือพอล

บาทหลวงแองกลิกันที่พ่อจ้างมาเป็นอนุศาสนาจารย์ประจำโรงเรียน

เขาเสนอว่าจะช่วย "เปิดหูเปิดตา"

ให้ผมรู้จักโลกกว้าง

คงถือเป็นงานดูแลจิตวิญญาณอีกรูปแบบหนึ่ง

พอลเป็นคนประหลาดอย่างมีเสน่ห์

เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว

เรียนที่อังกฤษหลายปีผ่านสิทธิ์จากบรรพบุรุษ

พูดฝรั่งเศสได้

เล่นออร์แกนเป็น

มีชั้นหนังสือวรรณกรรมคลาสสิก

กับเก้าอี้บีนแบ็กสุดเท่ไว้ล่อใจเด็กหอ

ซึ่งต่างก็คิดว่าหลวงพ่อคนนี้ "โคตรคูล"

อายุเพิ่งสามสิบต้นๆ

ผมหยิกแน่น


จุดเริ่มต้นที่ถูกเลี้ยงมาในโลกแคบ 11 (part 1)

จุดเริ่มต้นที่ถูกเลี้ยงมาในโลกแคบ (part 1)

ตอนที่ผมเจอเชอวอนนั้น

ผมยังเป็นเด็กเกินกว่าจะรู้ตัว

เป็นข้อเสียใหญ่ข้อหนึ่งของผม ซึ่งน่าแปลกที่เธอทนรับได้นานหลายเดือน

คงเป็นผลพวงจากการเติบโตในโรงเรียนเอกชน ทั้งที่นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย

ผมโตมาในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างปิด

ชีวิตถูกปกป้องจากอันตราย...แต่ก็ถูกกันออกจากโลกภายนอกไปด้วย

เราย้ายมาอยู่เมืองไครสต์เชิร์ชตอนผมอายุ 16 ปี

นั่นเป็นเมืองแรกที่ผมเริ่มมีชีวิตสังคมกับคนวัยเดียวกัน

แต่ก็เพิ่งเริ่มได้ไม่นาน

เชอวอนก็เดินเข้ามา

ก่อนหน้านั้น ตอนอยู่ซิดนีย์

ผมแทบไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันแถวบ้านเลย

โรงเรียนอยู่ย่านคนมีฐานะทางฝั่งเหนือ

ส่วนบ้านเราอยู่ย่านชายหาดอีกฝั่งของเมือง

นั่งรถเกือบ 40 นาทีถึงกัน

ผมรู้ดีว่าตัวเองพลาดอะไรไปหลายอย่าง

เลยหวังว่าการใช้ชีวิตกับเชอวอน

จะช่วยเร่งให้ผมโตทันคนอื่นเสียที

เธอคงพาผมเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ได้

อย่างน้อยผมก็หวังแบบนั้น

ผมไม่เคยผ่านชีวิตนักศึกษาที่ต้องเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน

หรือใช้ชีวิตสะเปะสะปะตามประสาวัยรุ่น

ผมกระโดดข้ามทุกอย่าง

ไปใช้ชีวิตแบบคนมีครอบครัวกับผู้หญิงอายุมากกว่าทันที

แต่ในอีกด้านหนึ่ง


เลยจุดหวนกลับ 10

เลยจุดหวนกลับ 

ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่อแม่ก็ยิ่งพังลงเรื่อย ๆ

จนมีอยู่ช่วงหนึ่ง

ผมรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เลือก

ระหว่างครอบครัว กับคนรัก

เมื่อถึงจุดนั้น ทุกอย่างก็ขาดสะบั้น

ต่างฝ่ายต่างสู้ จนไม่มีใครเหลือเวลาหันกลับไปดูว่า มีอะไรพังไปบ้าง

หลายปีที่เราทะเลาะกัน ผมพลาดงานรวมญาติแทบทุกครั้ง

รวมทั้งทริปครอบครัวไปฮ่องกง สิงคโปร์ และที่อื่น ๆ ในเอเชีย

จนทุกวันนี้ พ่อแม่ก็ยังไม่เข้าใจว่า

ทำไมตอนนั้นผมถึงไม่ยอมไป

ผมเสียโอกาสได้เห็นโลกในช่วงวัยหนุ่ม

ส่วนพวกท่านก็เสียโอกาสที่จะมีลูกชายอยู่ในความทรงจำเหล่านั้น

บางครั้งผมยังอดนึกไม่ได้ว่า

เวลาพ่อแม่หยิบรูปเก่า ๆ จากทริปเหล่านั้นมาให้เพื่อนดู

พวกท่านจะอธิบายยังไง

ในเมื่อทุกคนอยู่ในรูปครบ ยกเว้นผม

"
อ๋อ...ไมเคิลน่ะเหรอ เขาไม่ยอมไปเอง"

มันเหมือนจิ๊กซอว์ที่หายไปหนึ่งชิ้น

และไม่ว่าผ่านไปกี่ปี

ภาพนั้นก็ไม่มีวันสมบูรณ์อีกแล้ว