Face to face at last (part 3, final)
ถ้าแม่อยากจะเช็กอาการของลูกว่าเป็นอย่างไร เธอต้องโทรศัพท์ไปคุยกับหมอเจ้าของไข้โดยตรงในช่วงเย็นเท่านั้น
ไม่สามารถโทรมาคุยเล่นกับลูกชายได้ ทางเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้ทางครอบครัวหรือเพื่อนฝูงเข้ามาปะปนกับผู้รับการบำบัดมากเกินไปเพราะถ้าพูดกันตามตรง บางครั้งปัญหาจากครอบครัวนั่นเองที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดจนต้องกลับมาพึ่งพายาเสพติดและต้องมารักษาตัวในที่สุด
เด็กๆ เหล่านี้จึงจำเป็นต้องมีเวลาพักสมองและพักผ่อนหย่อนใจ
หันกลับมาที่ตัวแม่ของเขาอีกที เวลาที่เธอคุยกับลูกเธอจะพูดเร็วมากจนแทบหายใจไม่ทัน ราวกับว่าเธอท่องจำข้อความเหล่านี้ขึ้นใจมาก่อนที่จะเข้ามาเจอหน้าธีร์
หันกลับมาที่ตัวแม่ของเขาอีกที เวลาที่เธอคุยกับลูกเธอจะพูดเร็วมากจนแทบหายใจไม่ทัน ราวกับว่าเธอท่องจำข้อความเหล่านี้ขึ้นใจมาก่อนที่จะเข้ามาเจอหน้าธีร์
หรือไม่เธอก็อาจจะอยากแสดงให้ผมเห็นว่าเธอเป็นแม่ที่ดีและเป็นห่วงลูกจริงๆ
แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งในบทสนทนาที่ทำให้ผมฟังแล้วรู้สึกสะดุดใจขึ้นมาทันที
เมื่อแม่พูดกับลูกว่า "พอกลับบ้านแล้ว ไม่ต้องเรียนต่อแล้วนะ ตั้งใจหางานทำเลยดีกว่าลูก
ทุกวันนี้มีคนเรียนจบสูงๆ ตั้งเยอะแยะแต่หางานทำไม่ได้
เพราะนายนายจ้างเขาเลือกรับคนที่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่าคนที่ถือแค่วุฒิการศึกษาเฉยๆ"
ผมคิดในใจว่า
เรื่องสำคัญขนาดนี้แม่ไม่เคยเอาไปคุยกับลูกมาก่อนหน้านี้เลยหรือไง
นี่มันเป็นเรื่องอนาคตของเขาเลยนะ
No comments:
Post a Comment
เขียนเป็นไทยหรืออ้งกฤษก็ได้คับ Thai or English is fine...