Sunday, 18 October 2020

Maskless in Bangkok (part 4)

Saving the world...

เราต้องอธิบายเบื่องลึกเบื่
องหลังหน่อย

คือว่า ประชาชนเห็นว่า เค้าโดนหลอกด้วยนักกานเมืองที่ชอบแตกแยกสังคมในขณะหาเสียง
และนักวิทยาศาสตร์ที่ปั่นกระแสอยากดังจากการต่อต้านไวรั
เอาพวกนักวิทยาศาสตร์ก่อน
มีบางรายยอมรับว่า
เค้าผิดพลาดที่ไม่ได้วางแผนรับมือกับโรคที่ระบาดกว้างและเร็วขนาดนี้ตามที่ควร
ทั้งๆที่ประเทศเราเคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆกับเรื่องแบบนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
ตอนที่เราต้องเจอโรค MERS และ SARS นั้นเอง
ด้วยความรู้สึกผิดมั้ง เมื่อเจอโคหวิดเข้ามาแล้ว
และนักวิทยาศาสตร์นั้นแอบรู้ตัวว่าเค้ายังไม่เตรียมประเทศให้พร้อมจะสู้พอ
เค้าตื่นตระหนักสั่งให้เศรษฐกิจปิดหมดใว้ก่อน
เพราะกลัวว่าจะโดนทัวร์ลงถ้าอัตราผู้เสียชีวิตจะสูงมากขึ้นต่อเนื่องยังที่เราเห็นๆกันตอนนั้
เป็นวิธีการรับมือแบบซื้อเวลาเพื่อจะแก้หน้าตัวเอง
โดยไม่ได้ใช้ความรู้อะไรมาก
ปิดไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน ประมาณนี้
ส่วนนักการเมือง
สังคมแตกแยกกันทุกวันนี้เกี่ยวกับไวรัส
เพราะนักการเมืองชอบปั่นกระแสให้พวกเราโต้แย้งกัน
ว่าเราน่าจะยังรักษามาตรการล็อกดาวน์แบบเข้มงวดดีหรือไม่
บางกลุ่มเอาอีก บางกลุ่มคัดค้านกันอยู่ เพราะกลัวว่าสังคมจะเอาไม่อยู่
นโยบายหลายประเทศขัดแย้งกันจุดนี้ด้วย
คือประชาชนจะเชียร์พรรคไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า
พรรคนั้นจะชี้แนวคิดในการรับมือในลักษณะแบบไหน คือขี้กลัวหรือใจกล้าหน่อย
แค่นั้นเอง
เราเห็นพวกพรรคฝ่ายซ้าย เช่นพรรคเดโมแครตที่อเมริกา
คล้อยตามคำแนะของพวกนักวิทยาศาสตร์นั้นที่หนุนล็อกดาวน์ธุรกิจโดยสิ้นเชิง
อะไรๆที่นักวิทยาศาสตร์เอา ก็รับได้หมด
พวกนี้ชอบจัดให้มีการล็อกดาวน์แบบเข้มงวดสุดๆ
โดยยกความปลอดภัยเป็นหลัก
ผู้สนับสนุน หรือที่ชอบลงคะแนนให้พรรคนี้
มักจะเป็นปชชในเมือง ที่ว่างมากมั้ง
ชอบยึดถืออุดมการณ์ ทางการเมือง ให้เป็นเทพในชีวิตประจำวัน
เช่น ตั้งเป้าให้สังคมได้มีความเสมอภาคทางเพศ
หรือความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติ เป็นเรื่องสำคัญ
มากกว่าเรื่องการทำมาหากิน
เพราะพวกนี้ ใช้สมองทำมาหากินมากกว่าแรงกาย
งานแบบนี้ก็มั่นคงอยู่แล้ว เค้าทำจากบ้านก็ได้
เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจต้องปิดกันจริงๆเพราะทางรัฐสั่งล็อกดาวน์แบบเข้มข้น
จนกระทั่งเศรษฐกิจไม่ขยายตัวหรือถึงขนาดล้มเลว
เค้าจะไม่ค่อยรู้สึกตัว
แล้วชีวิตคนระดับรากหญ้าล่ะ
พวกนี้ไม่เอาใจใส่เท่าไรหรอก
เพราะคนทำมาหากินก็ลุ้นคนละพรรคกันอยู่แล้ว
คนธรรมดาต้องหารายได้นอกบ้านด้วยใช้แรงกายเป็นหลัก
และแม้จะมีไวรัสกระจายไปทั่วนอกบ้าน ก็ยังต้องออกไปสู้กับสังคมภายนอกกับปชช
คนอื่นทุกวัน เพื่อจะเลี้ยงตัวเองได้อยู่
พวกนี้โดนแรงกระทบโดยตรงจากล็อกดาวน์ปิดสนิทก็ว่าได้
กลุ่มนี้มักจะเป็นผู้มีรายได้น้อย แต่โดนหนักทั้งนั้นเกือบทุกคน
นักการเมืองประเภทพรรคฝ่ายซ้ายนี้ เคยประเมินบ้างไหมว่า
ถ้าเราต้องปิดประเทศจริง ชีวิตคนธรรมดาจะเป็นยังไง
ปชช ต้องศูนย์เสียเงินทองมากน้อยแค่ไหน ถ้าโดนปลดออกจากหน้าที่การงาน บริษัทต้องปิด
รายได้หดหาย เพื่อจะแลกกับความปลอดภัย
เค้าไม่เคยยอมรับว่า ผลกระทบล็อกดาวน์แบบนี้ที่เค้าลุ้นและชอบใจ
จะไม่เหมือนกันกับทุกคนหรอก
เพราะทุกคนรับน้ำหนักไม่เท่ากัน

now, see here

Maskless in Bangkok (Part 3)

They're watching you...

ผมไม่แน่ใจว่า สังคมไทยยังกลัวกับโรคนี้รึป่าว

ในช่วงแรกเราเห็นคนกลัวจนบางคนไม่อยากออกไปสู่โลกนอกบ้าน ตามที่ทางรัฐต้องการ
เคสดังๆ ที่เรานึกออกได้ทันที่ คือ โจ ไบเดน
คู่ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งอยู่ที่โน่น
ซึ่งเค้าใช้เวลาสามสี่เดือนมานี้ ซุกตัวอยู่ในห้องใต้ดินที่บ้านส่วนตัวใน
รัฐเดลาแวร์ ไม่ออกไปหาผู้เลือกตั้งเลย
ในขณะที่ปธน โดนัลด์ ทรัมป์ ดันหาโอกาสไปตั้งการชุมนุมทางการเมืองทุกที่
ทำแบบกล้าๆ แถมไม่ใส่แมสด้วย
ตอนแรกผมว่านะ ที่เมืองไทยพวกเรากลัวจนแทบบ้า
เริ่มจากกลัวแบบเบาๆเป็นหนัก ฝ่ายรัฐได้สั่งให้ ปชช
ระงับกิจจกรรมข้างนอกเกือบทั้งหมด รวมทั้งร้านค้า โรงเรียน บริษัท ๆลๆ
ที่ต้องปิดหมด
แต่มาตรการหนักสุดคือ เลิกรับเที่ยวบินจากภายนอกประเทศอีก
คือปิดประเทศไปเลย ไม่มีใครบินออก และแทบจะไม่มีใครได้อนุญาตบินเข้าด้วย
มาตรการเข้มงวดแบบนี้ ทางนักวิจัยวิทยาศาสตร์แนะนำเอง
เพื่อดึงเศรษฐกิจเข้าสภาวะล๊อกดาวน์แบบมิดชิดเลย
เราไม่เห็นคนคัดค้านอะไรมากตอนนั้น
แม้ว่าผลที่ออกมาก็คือคนตกงานหลายพันคนก็ตาม
แต่พอเวลาผ่านไปแล้วหลายเดือน
คนเริ่มดื้อไม่ยอมรับมาตรการข่มขี่ได้ง่ายๆอีกแล้ว
ในขณะคนเริ่มออกมาประท้วงต่อต้าน lockdown เป็นหลายประเทศ
จนนักการเมืองเกิดหวั่นใจว่าจะเสียตำแหน่งเอง
เพราะข้อปฎิบัติในการล็อกดาวน์นั้น ส่งผลกระทบร้ายกับธุระกิจ ชีวิตและอนาคตคนจนเห็นได้ชัดเจน
แต่ไวรัสเนี่ย ยังไม่หายไปสักที
สังคมที่ผ่านประสบการณ์แย่ๆแบบนี้ ก็ต้องเปลี่ยนแนวคิดต่อไวรัสแน่นอน
จากเมื่อก่อน ที่คนทำตามคำสั่งทางรัฐโดยไม่มีเงื่อนไข
เพราะเราไม่รู้เรื่องโรคนี้ และคาดหวังว่า ผู้เชี่ยวชาญจะรู้มากกว่า
พูดง่ายๆ เราเอาความกลัวเป็นหลัก
แต่ต่อจากนั้นเรารู้สึกว่าโดนไอ้นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญหลอกรึป่าว
เพราะคนโดนตกงานและเงินเดือนโดนหักเยอะ
แต่ไวรัสยังต้องสู้ๆกันอยู่ 
ตอนนี้เราถือได้ว่า ผ่านในช่วงที่จะเชื่อง่ายๆ ไปแล้ว ครั้งหน้าพวกเราจะไม่โง่ขนาดนั้นอีก
ที่นี้ถึงเราจะกลัวนิดๆ แต่เราก็ยังกล้าต่อต้านมาตรการเข้มงวดนั้น
แน่นอนเพราะบางข้อนั้นส่งผลร้ายกับชีวิตคนมากกว่าไวรัสอีก

now, see here

Maskless in Bangkok (part 2)

Joining the crowd...or not

ผ่านไปหลายเดือนแล้ว พวกเราเริ่มชินกับโรคนี้
และแฟนไม่จำเป็นต้องเตือนผมอีกแล้ว เพราะเรารู้หน้าที่ดี
แต่พูดถึงแมสนะ ผมไม่รู้ว่ามันจะช่วยป้องกันตัวเราได้มากน้อยแค่ไหนกัน
งานวิจัยวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกันตรงนี้ บางคนว่าช่วย บางก็ว่าไม่ช่วย
แต่อย่างน้อยผู้คนรอบตัวเรา จะสบายใจขึ้นถ้าเห็นว่าเรายอมใจใส่ในเรื่องนี้
ถ้ามองในมุมใจกว้างๆ เราต้องทำตามมาตรการที่ทาง จนท ลงประกาศใว้ คือใส่แมสใว้
ถ้าอยากเข้าสังคมในช่วงโควิดระบาดหนัก
เพราะนี่เป็นช่วงที่คนรู้สึกกลัวและ ขาดความมั่นใจและมั่นคงในอนาคต
ตอนนี้เราต้องเตรียมตัวลอกคราบทิ้งชีวิตเก่า และโอบกอดเข้าสู่ the new normal
อย่างที่พวกผู้นำประเทศบอก
การใส่แมสก็เป็นหนึ่งในข้อนั้นที่ต้องทำ
แต่ระบบ new normal ที่ว่านี้ มันคืออะไรกันแน่เนอะ
และสังคมจะยอมดำเนินการจริงไหม (เดี่ยวเราจะคุยกันต่อ)
ผมว่านะ มันสุดแล้วแต่ละคน
เพราะบางคนไม่ยอม แล้วทางรัฐคงบังคับใจใครไม่ได้ทั้งหมด
เมื่อทางรัฐลงมาตรการล๊อกดาวน์ให้ ปชช ทำตาม คืออยู่บ้านตลอด
ไม่ทำมาหากินนอกบ้าน ไม่คลุกคลีกับใคร
แล้วถ้าจำเป็นเจอใครต้องทิ้งระยะห่างกัน สองเมตร ๆลๆ
เป็นวิธีการซื้อเวลา รอให้ไวรัสจะหมดแรงกระจายเองโดยธรรมชาติ
ระบบนี้ไม่ค่อยได้ความสำเร็จหรอก คนถึงดื้อไง
ยิ่งสั่งให้เราปฏิบัตินานมากขึ้น คนก็ยิ่งดื้อ เพราะอยากได้ freedom ความเป็นส่วนตัวกลับมา
ถ้าคนไม่ยอมรับข้อพึงปฏิบัตินี้ ทางรัฐจะต้องจำใจล็อกดาวน์ เพื่อเป็นทางแก้ไขไวรัสนี้ให้ได้

now, see here

โพส์ตเด่น

ลืมวันเกิดน้องสาว

กระดาษโน๊ต ไดอารี่เก่า 'ขอโทษที่เราพลาดลืมวันเกิดเธอ'  ฉันเขียนส่งอีเมลไปยังน้ องสาวคนโต  ชื่อแซลลี่ ปกติเราพยามส่งคำอวยพรวันเกิ ดให...

โพส์ตนิยม