Showing posts with label บ้านต่างประเทศ. Show all posts
Showing posts with label บ้านต่างประเทศ. Show all posts

Saturday, 20 August 2022

เถ้ากระดูกเดินทางไกล (4)

คลินิกของน้องชายที่ Pottsville

หลังจากแยกทางกัน
เดวิดกลายเป็นศัตรู ในสายตาโทนี่ไปแล้ว
เค้าเคยบอกน้องชายเราว่า I will destroy you
แล้วก็ทำตามคำขู่นั้นจริง
นอกจากร้องเรียนกับ Medical Council of NSW โดยอ้างว่าเดวิดไม่เหมาะที่จะทำงานเป็นหมอต่อ
อีโทนี่โกหกพวกพ่อแม่ที่ รร อนุบาลใน Pottsville ว่า เดวิดถูก council นั้นถอนใบอนุญาติทางการแพทย์
จนน้องกลายเป็นหมอเถื่อน
พวกเหล่าพ่อแม่เด็กๆกลัวว่าอาจจะจริงเลยร้องเรียนองค์การ Health Care Complaints Commission
เป็นเรื่องร้องทุกข์ อีกสองเรื่อง ที่น้องเราต้องรับมือไว้
โดย commission นั้นสอบถามรายละเอียด
ถึงได้รู้ความจริงว่าโทนี่โกหกเพื่อกลั่นแกล้งน้องเรา
ผลตามมาคือ commission และ council รับรองว่า เดวิดไม่ได้เป็นหมอเถื่อน
ต่อจากนั้น เดวิดฟ้องโทนี่กลับ
และโทนี่ต้องเจอ council นั้นลงคำติเตือนว่า เค้าทำความประพฤติไม่เป็นมืออาชี
สมน้ำหน้า
ทำไมต้องเป็นตัวนางร้ายขนาดนี้
แทนที่จะเป็นที่พึ่งช่วยน้องเราสู้กับวิกฤตที่อีครูนั้นก่อสร้างไว้ให้ โทนี่กลับลงโทษน้องเราที่ดันไปทำร้ายกับชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่เค้าเคยนึกฝันไว้ เหมือนนางฟ้าในหนัง
แฟนตาซี
ในเชิงว่า 'พอโตแล้วค่ะ หนูจะจับผัวรวย สร้างครอบครัวน่ารักน่าชื่นชม  ปลุกบ้านริมชายทะเลสวยๆ เพื่ออวดญาติของตัวเอง'
บลาๆ

มีต่อ

เถ้ากระดูกเดินทางไกล (3)

โทนี่ และ ลูกๆ เค้า ในเดือน กรกฎาคม 2023 (FB)

เจอกันที่ Pottsville (เป็นเมืองเล็ก ๆ มีประชากร 6700 คน)

ในปีเดียวกันที่น้องชายเราเสียชีวิต
เค้าพาผมไปเล่นกอล์ฟ
'นักเล่นกอล์ฟบางคน มีโค้งสวิงสวยดี' น้องผมพูดใจลอยๆพร้อมสอนให้ผมจับไม้กอล์ฟ และวิธีการยืนที่ฝรั่งเรียกว่า address the ball
เค้าพูดถึงใครไม่รู้ เพราะผมตีลูกกอล์ฟไม่เป็น
สมัยเด็ก พ่อเคยพาเราไปตีกอล์ฟบ้างแต่ผมไม่มีใจอยากจะเล่น
แต่วันนั้น หลังจากน้องสอนให้ผมตีลูกกอล์ฟจนได้ (ตีไม่กี่เมตรหรอก แต่ดีกว่าตีแกว่งใส่อากาศเปล่าๆ)
เค้ารีบชมเรา
'ไมเคิลมีแววว่าจะเล่นเก่งนะ' เดวิดบอก
'Bullshit!' ผมตอบแก้เขินพร้อมหัวเราะ
สมัยเด็ก เราจะเล่นกอล์ฟกันแบบนี้ไม่ได้รอก
เพราะเดวิดชอบแข่งกับผมทุกเรื่ง อะไรก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เค้าเก่งกว่า จนเราไม่อยากเล่น
-
กลับไปพูดถึงสาเหตุที่น้องเราเสียชีวิต
ครอบครัวเราจะมองข้ามเมียเค้าไม่ได้
ในเดือนกรกฎาคม 2011 18 เดือนก่อนน้องจะเสีย
เดวิดบอกเมียว่า เค้าอยากอย่าร้างกัน และเป็นฝ่ายแรกที่ขอด้วย
หลังจากความสัมพันธ์เค้าสั่นคลอนมานานแล้ว
เมียโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและแค้นใจสุดขีด เอาคืนโดยห้ามน้องเรากลับมาที่บ้านเค้าอีกด้วย
หนักสุดเค้าจำกัดเวลาที่เค้ายอมให้เดวิดไปเจอลูกๆ ลงไปถึงสองอาทิตย์ครั้ง
และหาโอกาสกลั่นแกล้งเค้า ขนาดร้องเรียนถึงคณะกรรมการใบอนุญาตทางการแพทย์ ของ Medical Council of NSW ในพฤศจิกายน 2011
โดยอ้างว่าน้องเป็นคนขี้เมา ไม่เหมาะที่จะเป็นหมอ
เค้าหวังว่าน้องจะถูกตัดสิทธิ์ากวิชาชีพเป็นหมอเลย
อีโทนี่รู้ดีว่าน้องชอบทำงานเยอะ เพื่อจะกลบความจำร้ายที่ อีครูนั้นฝากไว้
ถ้าทำงานไม่ได้ ชีวิตจะพัง
เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่านางโทนี่หวังว่าจะบั่นทอนและปั่นป่วนจิตใจน้องชายเรา ทำชีวิตพังลงจนเค้าจะศูนย์เสียทุกอย่างไป
แต่เอาให้ถึงขั้นหนักหนาแค่ไหนกันแน่ จะมีแต่เจ้าตัวที่รู้ความจริง
เอาให้ถึงจนตายเลยมั้ย

มีต่อ

เถ้ากระดูกเดินทางไกล (2)

Pottsville Beach, Northern Rivers, ของรัฐ New South Wales (สองรูปนี้) 

ขอบอกแบคกราวน์ของครอบครัวเราก่อนสักนิดหนึ่ง
เราเป็นชาวออสเตรเลีย ย้ายบ้านไปอาศัยอยู่ที่นิวซีแลนด์ตอนผมอายุ 16 ปี
ผมเป็นลูกคนโต ดังเดิมเราเป็นพี่น้องอยู่ด้วยกันกัน 4 คน เดวิดเกิดมาเป็นลูกคนที่ 2 เราอายุห่างกัน 2 ปี
ในครอบครัวเดวิดเป็นคนเดี่ยวที่ย้ายบ้านกลับไปที่ออสซี่หลังจากเรียนจบ
(น้องสาวเรา สองคน กับพ่อแม่ยังอยู่ที่นิวซีแลนด์ แต่คนละเมืองกัน)
หลังจากย้ายกลับไปที่โน่น น้องชายเราได้เจอกับผู้หญิงที่เรียนจบเป็นหมอเช่นกันและได้แต่งงานกันในที่สุด ผู้หญิงคนนี้ชื่อโทนี่นั้น
ซึ่งเป็นหมอที่ทำหน้าที่ให้ยาสลบ (วิสัญญีแพทย์)
ในปี 2006 เดวิดและโทนี่ได้ซื้อบ้านใน Pottsville, Northern Rivers ของรัฐ New South Wales แถบทางเหนือ
เป็นบ้านสวยหรูติดชายฝั่งทะเล มีหาดทรายขาวสะอาด
แล้วก็เริ่มสร้างครอบครัวน่ารัๆกัน
จนมีลูกด้วยกันสามคน ตอนที่ เดวิด เสีย ลูกคนโตสุดของเค้าอายุแค่ 8 ขวบ เอง

-

เดวิดปักหลักอยู่ที่ออสเตรเลี
ยเป็นหลายปี
ถึงจะอยู่คนละประเทศกับเรา แต่ผมชอบคิดเผลอในใจว่า
ในวัยชราเราจะแก่ลงไปด้วยกัน
หลังจากออกเกษียณ ผมจะจับไม้เท้าเดินกะโผลกกะเผลกไปหาเค้าที่บ้าน
เจอลูกของเค้า กินข้าวกัน หรือทำสวนหน้าบ้านกัน
เราจะดำเนินชีวิตจนสิ้นใจแบบมีวามสุข
แต่เราจะทำไม่ได้แล้ว เพราะน้องชายเราเสียชีวิตไปก่อน
-
เดวิดเคยเป็นใครเหรอ
เค้าเป็นหมอ
เป็นมหาเศรษฐีด้วย (ชอบเล่นหุ้นตั้งแต่เด็ก ซื้อที่ดิน ซื้อบ้านลงทุนเป็นว่าเล่น)
อัธยาศัยเฟรนด์ลี่ มีเพื่อนเยอะ
เป็นพ่อที่ดีของลูก
และเล่นกีฬาเก่ง

เถ้ากระดูกเดินทางไกล (1)

เถ้ากระดูกน้อง

ตื่นมาเมื่อวันก่อน เราเห็นน้องชายมองดูเราจากตรงมุมในห้องของเรา
น้องชาย ชื่อเดวิด เสียชีวิตไปแล้วแต่เรายังเก็บเถ้ากระดูกของเค้าอยู่กับเราด้วย
เถ้ากระดูกถูกบรรจุในกล่องลายกากบาทสีขาวดำ ที่วางไว้ในมุมสูงๆ ของในห้องนอนเรา
หลังตื่นนอนลืมตาขึ้นมา กล่องเดวิดเป็นสิ่งแรกที่เรามักจะพบเห็น
ผมรู้สึกสบายใจขึ้นพอรู้ว่า น้องยังเฝ้าดูผมอยู่
หยิบกล่องมาเขย่า ผมได้ยินเสียงแกร๊ก ๆ ข้างใน
เดวิดอยู่ไหน

น้องชาย
น้องเดวิดเสียชีวิต 10 ปี แล้ว
ในเดือนสิงหาคม 2012 อายุ แค่ 44 ปี เอง
สาเหตุที่ครอบครัวเรามักจะกล่าวถึงเป็นหลักคือ
อาการ PTSD post-traumatic stress and anxiety disorder
PTSD เป็น 'สภาวะป่วยทางจิตใจที่อาจจะเกิดเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง'
เนื่องจากสมัยเด็กเค้าตกเป็นเหยื่อถูกคุณครูล่วงละเมิดทางเพศเค้า
และใน 18 เดือนสุดท้ายของชีวิตก็ต้องรับมือกับเมียที่แค้นใจอีก หลังจากน้องเราบอกว่าอยากอย่ากั
เหตุการณ์นี้ยิ่งร้ายเพิ่มทวีคูณและก็ทำร้ายจิตใจเค้าให้ชอกช้ำยิ่งขึ้น
ผู้ป่วย PTSD มักจะชอบทำร้ายกับตัวเองเพื่อจะแก้ไขความรู้สึกผิดและอับอายที่โดนล่วงละเมิดทางเพศ
โดยแสวงหาพฤติกรรมอันตราย เช่น ขับรถเร็ว กินข้าวน้อยไป กินเหล้าเยอะ เดวิดทำได้หมด ทั้งที่รู้ว่าเค้าเล่นเสี่ยงถึงชีวิต เค้ายังยอมใจทำ
คล้ายกับว่าเค้าท้าทายชะตากรรมว่า 'ถ้าอยากได้ชีวิตกู ก็เอามาดิ เราอาจจะยอมมึงก็ได้ ลองดู'
แน่นอนอาการนี้ต้องส่งกระทบต่อกับคู่รักและครอบครัวด้วย
จนเมียเค้า ชื่อโทนี รู้สึกเครียด
ตอนแรกอาจจะช่วยน้องเรารับมือกับปัญหานี้ดี
ฟื้นฟูสภาพจิตใจในภาวะวิกฤต ที่หนักหนาเป็นเบาได้
แต่ถ้าจะให้สู้กันเวลายืดยาวเกิ
เมียคงรับไม่ไหว
และน้องเรา เค้าทำร้ายกับชีวิตตัวเองเป็นเวลานานหลายปี
ในที่สุดสุขภาพร่างกายเริ่มจะเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด
จนกระทั้งน้องเรา ซึ่งเป็นหมอ เจออาการติดเชื้อที่ปอดจากผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้การดูแลของเค้า
เชื้อลุกลามขยายเป็นวงกว้าง อวัยวะของร่างกายเลิกทำงานตามลำดับจนน้องเสียชีวิตไปในที่สุด

มีต่อ

Sunday, 21 March 2021

ลืมวันเกิดน้องสาว

กระดาษโน๊ต
ไดอารี่เก่า
  'ขอโทษที่เราพลาดลืมวันเกิดเธอ'
ฉันเขียนส่งอีเมลไปยังน้องสาวคนโต ชื่อแซลลี่
ปกติเราพยามส่งคำอวยพรวันเกิดให้กันทุกปี
แต่อาทิตย์ที่แล้วงานยุ่งจนส่งไม่ทัน
เรารู้แต่คร่าวๆว่าวันเกิดแซลลี่นี้น่าจะมาในช่วงประมาณต้นเดือนมีนา
แต่จำวันเป๊ะๆไม่ได้ พอถึงวันนั้นแล้วดันลืมส่งอีเมลไปให้เค้า
เราจึงต้องขอโทษเค้าทีหลัง
-
ที่ห้องเรามีไดอารี่เก่า
ที่เอามาจากประเทศบ้านเกิด เก็บไว้เป็นที่ระลึกและเป็นตัวกระตุ้นความทรงจำเลือนลางของเรา ว่าที่บ้านเกิดเราทำอะไรกันบ้างสมัยนั้น
คั่นกลางไดอารี่ฉบับนี้ เราเขียนกระดาษโน๊ตไว้ให้กับตัวเองก่อนจะเดินทางมาเมืองไทย
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว
ที่เขียนไล่วันเกิดคนในครอบครัวตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นทุกปี
เราเขียนไว้เพราะถ้าไม่มีที่กระตุ้นความจำแบบนี้คงจะลืมทุกคน
สำหรับแซลลี่ น้องสาวคนโตที่อายุย่างเข้า 51 ปี ในเดือนนี้
เราจดไปว่า  วันเกิดเค้าคือ วันที่ 1 เดือน มีนา
วันนั้นที่ฉันขียนขอโทษเค้า เป็นวันที่ 5 มีนา
วันนั้นที่เขียนคำอวยพรแบบย้อนหลัง เราก็เช็คกระดาษที่เราโน๊ตไว้ก่อนส่งอีกที่
ถึงรู้ว่าวันเกิดเค้าผ่านไป 5 วันแล้วจริงๆ
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาในวันถัดไปไม่เป็นไปตามคาด
'ไมเคิลไม่ได้พลาดวันเกิดฉันหรอก เป็นวันพรุ่งนี้ต่างหาก' แซลลี่เขียนตอบกลับมา
อ้าวเหรอ เกิดอะไรขึ้น พี่งง
เรากลับไปเช็คกระดาษอีกที
มันบอกว่าวันเกิดเค้าคือวันที่ 1 ตามที่เราคิด
แล้วเราเช็คโน๊ตนี้เกือบทุกปีก่อนส่งอีเมลคำอวยพร
คิดไปคิดมาว่า พอจะไขปริศนาเรื่องนี้ได้แล้ว
ปรากฏว่าเราเขียนวันเกิดเค้าผิดตั้งแต่แรก
และมักจะส่งอีเมลไปยังแซลลี่ทุกปีตามวันที่จดผิดไว้ โดยเราต่างฝ่ายไม่สังเกตุอะไรเลยว่า เราส่ง
คำอวยพรผิดวันไปตลอดทั้ง20 ปีที่ผ่านมานี่เอง
แปลกมั้ย
-
'เราเขียนผิดไป'  ฉันอธิยายในอีเมลต่อมา
พร้อมแนบส่งรูปไดอารี่เก่าแก่ฉบับนั้นไปให้เค้าดู
ทัังรูปกระดาษที่เขียนวันเกิดผิด
แซลลี่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา
โกรธหรือหัวเราะกับพี่ชายขี้ลึมคนนี้รึป่าวไม่รู้
เราขีดแก้วันเกิดเค้าในกระดาษด้วย
แต่เรื่องนี้น่าจดไว้ในบล๊อกนี่แหละ
เผื่อปีหน้าจะหลงลืมเค้าอีกที

Friday, 9 September 2016

เต่า v คน

เต่า (file pic)

เคยเอาเต่าตัวที่อายุเยอะๆมาเปรียบเทียบเล่นกับมนุษย์คนแก่บ้างมั้ย
ทั้งสองชีวิตอาจจะผ่านเรื่องราวชีวิตมาได้มากมายเพราะต่างก็ถึงมีอายุยืนอยู่ได้
ถึง 100 ปีหรืออาจแก่กว่านั้นก็ว่าได้
แต่ถ้าเรายังเป็นเด็กนะ จุดนั้นที่เราจะแก่ลงได้ขนาดนี้ ยังดูอีกไกลแสนไกล

--

ย้อนเวลากลับ 25 ปี คร่าวๆ
ผมทำข่าวอยู่ที่รัฐสภาที่เวลลิงตัน
เป็นวัยที่ผมต้องทำความคุ้นเคยเจอคนในวงการงานที่มักจะแก่กว่าผม
เพราะผมยังเป็นเด็กอยู่ ประสบการณ์ยังน้อย
ออฟฟิศเราเป็นออฟฟิศเล็กๆ ตั้งไว้ใน press gallery ที่ตึก Bowen House
ใกล้รัฐสภานั้นเอง
Bowen House เต็มไปด้วยผู้บริหารรัฐ ข้าราชการสูงๆ โดยหลัก แต่ที่ชั้น 5
เค้าเปิดพื้นที่ให้ภาคสื่อมวลชนอย่างเรามาตั้งออฟฟิศย่อยๆไว้
เพื่อจะทำน่าที่เป็นหูเป็นตาแทน ปชช หรือเรียกว่า ฐานันดรที่สี่
เราคอยสังเกตดูว่า พวกนักการเมืองของประเทศเรา จะทำอะไรบ้างกับภาษีราษฎร

Bowen House (ซ้าย) Beehive (ขวา) credit: nzparliament
ตามรูปภาพแรก ใกล้กับรูปปั้น จะเจอตึกรูปแปลกๆที่เค้าเรียกว่า Beehive เป็นฐานพวกรัฐมนตรี รวมถึงนายกด้วย อยู่ที่ชั้น 9 ยอดสุดที่ดูเหมือนรังผึ้งนั้นเอง ถัดจากนั้นจะเจอตึก รัฐสภา อีกด้วย

เมื่อผมเริ่มทำงานที่เมือง Wellington นั้นตอนที่
ผมอายุแค่ 26 ปี
เป็นนักข่าวที่เด็กที่สุดด้วยของ press gallery เลย
Aerial view: Bowen House, left, Beehive, parliament on right

(ผมย้ายมาที่ เมืองเวลลิงตันพร้อมกับแฟน จากเมืองไครสต์เชิร์ชเดิม
เพื่อบรรจุตำแหน่งว่างที่ออฟฟิศเรา
เราจะทำงานที่นี่เวลาทั้งหมด 5.5 ปี ก่อนย้ายกลับไปที่ไครสต์เชิร์ช
ในพฤษภาคม 1993 )
ตามต้นสังกัด เป็นพนักงานของ The Press ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ใหญ่ของเมือง ไครสต์เชิร์ช
ออฟฟิศย่อยของ The Press ที่ Bowen House นั้น
มีนักข่าวรวมถึงผม แค่สี่คนเอง

 รัฐสภาอยู่ในตึกเก่าๆที่คว้ามือ 
หนึ่งในนั้นคือ  นักข่าวผู้มีอาวุโสสูงสุดในแกลเลอรี่ แล้วก็ออฟฟิศเราด้วย
ชื่อ โอลิเวอร์ ที่มีอายุใกล้เกษียณแล้ว
เป็นนักข่าวประจำที่นี่ตั้ง 20 กว่าปี
ลุงโอลิเวอร์ มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการนักข่าวสาขาการเมือง
เค้ารู้จัก ส.ส เยอะมาก
พวก ส.ส เดินมาแกลเลอรี่แล้วแวะมาหาโอลิเวอร์ทั้งวัน
พวก ส.ส เค้าไม่เคยมาหาผม เพราะผมยังเด็กเกิน ไม่มีใครรู้จักหรือสนใจเลย
มีวันหนึ่ง อดีตนายกรัฐมนตรี เดวิด ลองงี่ (David Lange) มาที่นี้ด้วย 
เค้าได้ไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่สมัยนั้น นายลองงี่เลิกเป็น ร.ม.ต ไปได้นานแล้ว
แต่กลับมาเป็น ส.ส ธรรมดา

David Lange
วันนั้นผมอยู่ที่ออฟฟิศคนเดียว
'โอลิเวอร์อยู่ไหม' เค้าถาม
'ไม่อยู่คับ มีอะไรจะฝากมั้ย' ผมตอบ
ที่จริงผมอยากบอก นาย เดวิด ลองงี่ นั้น
ว่าเค้าเป็นฮีโร่นักการเมืองคนหนึ่ง ของผมตั้งแต่สมัยเรียน
เพราะเค้าปฏิรูปเศรษฐกิจเก่ง
แต่ผมไม่กล้าพูดกับเค้า
ก็เพราะยังเป็นเด็กอายุน้อยนั้นเอง

--

ทุกวันนี้ผมคงจะสายไปแล้วที่จะไปพูดแบบนั้น เพราะนายลองงี่เสียชีวิตไปแล้วในปี 2005 ด้วยอายุแค่ 63ปี เอง
สว่น ลุงโอลิเวอร์ ได้ออกเกษียณไปแล้ว และทุกวันนี้เค้าคงจะยังอยู่บ้าน
ลุงโอลิเวอร์ ครองเป็นโสดนานแล้วแต่เคยแต่งงานกับเมียคนหนึ่ง และสร้างครอบครัวกันไป
มีลูกด้วยกัน 2 คน

--

ตอนที่ผมย้ายกลับไปที่ Christchurch นั้น
ลุงโอลิเวอร์ ก็ออกเกษียณแล้ว
และเราไม่ได้เจอกันอีก 
ตามนิสัยคนแก่ ลุงชอบเล่าเรื่องราวชีวิตเค้าให้รุ่นน้องๆอย่างผมฟัง
เค้าบอกว่า ที่บ้านเค้าเลี้ยงเต่าตัวหนึ่งที่สืบทอดมาจากยายเค้าตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โน่นเลย
ซึ่งน่าเหลือเชื่อมากเจ้าเต่าตัวนี้เกิดมาในช่วงต้นๆของศตวรรษที่ 20
แต่ยังสามารถมีชีวิตได้อยู่เลยเป็นอีกหลายปี

Oliver Riddell อายุ 3 ขวบเล่นกับเต่าชื่อ Peter ปี 2487
ตามคำเล่าขานของลุงโอลิเวอร์ เค้าชอบปล่อยเจ้าเต่าไปเดินเล่นที่ลานหญ้าหน้าบ้าน
ถ้าเรียกคนมาตัดหญ้าให้ เค้าไม่ต้องหาเก็บเจ้าเต่าที่ปกติชอบทำตัวเงียบๆ ตัวนี้ก่อนหรอก
ปล่อยเค้าทิ้งแแบนี้เลยก็ไม่เป็นอะไร
เจ้าตัวเต่านี้อาจจะโดนเครื่องตัดหญ้ามาเฉียดบ้างก็จริง
แต่มันก็สามารถเอาชีวิตรอดไปได้ทุกที เพราะกระดองมันแข็ง
แค่เอาพลิกตัวลงกลับไป แล้วก็นอนต่อไปอย่างนี้ 
เป็นชีวิตเงียบๆของเต่า ไม่ต้องวุ่นวายอะไรกับใคร
ไม่เหมือนชีวิตมนุษย์ ซึ่งเราต้องล้มแล้วลุกขึ้นอีก ดิ้นรนสู้กันตลอด จากวันเกิดถึงวันสิ้นใจ
ลุงโอลิเวอร์ ว่าอย่างนี้พลางหัวเราะ

Update 1:

นักเขียน Shona Riddell



เต่าของลุงโอลิเวอร์ อายุเยอะจริงๆเปรียบได้เป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 1!เลยที่เดียว

หลังจากเขียนโพส์ตนี้เสร็จแล้วเรียบร้อย เราดันไปเจอข่าวใน นสพ ที่เกี่ยวกับ

Peter ชื่อเต่าสัตว์เลี้ยงของลุงโอลิเวอร์ นั้นเอง
เรื่องราวชีวิตเต่า Peter กลายเป็นหนังสือเด็กไปแล้ว (โดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน)

ผู้เขียนมีนามสกุลเดียวกันกับลุง โอลิเวอร์ น่าจะเป็นลูกของเค้า
บทสรุปดังนี้


He survived the bloodied trenches of Gallipoli, was rescued by a
wounded soldier, stowed away to New Zealand with a nurse and lived
with four generations of a family.

Now Peter, a tortoise who died in 1994, has been immortalised in
children's book The Tale of the Anzac Tortoise.

อ่านต่อที่นี่

Update 2: เช้านี้ผมค้นหาชื่อของเขาหลังจากอ่านโพสต์นี้ซ้ำอีกครั้ง และพบว่าลุงโอลิเวอร์เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 85 ปี ที่บ้านพักคนชราในเวลลิงตัน ประกาศงานศพของเขาอยู่ที่นี่

17 มีนาคม 2026

Monday, 1 June 2015

A criminal past

A Kiwi jail cell
หลายปีที่แล้วผมเคยพาเด็กติดยาเข้าไปในบ้านพ่อแม่

เราชวนน้องมาเป็นเพื่อนช่วยเก็บของ กวาดทำความสะอาดบ้าน
ก่อนวันที่พ่อแม่จะมีกำหนดบินกลับมาที่ christchurch
หลังจากไปเที่ยวที่ออซซี่

น้องคนนี้อายุ 20 กว่าๆ

เค้าเคยติดคุกถูกจับในข้อหาเล่นยาเสพติดและขโมยของ

ผมได้เจอเค้าในฐานะเราเป็นนักข่าว
น้องติดต่อหาเราเพราะทนนิสัยแย่ๆของตำรวจไม่ไหวแล้ว
ชวนเราลงข่าวที่เกี่ยวกับคดีล่าสุดของเค้า

คือเค้าโดนตำรวจตบตีทำร้ายร่างกายจนน้องปัสสาวะเองไม่ได้แล้
ต้องพึ่งอาศัยสายยางและถุงปัสสาวะเพราะระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติ

เราก็เลยเล่นข่าวตามที่เค้าเล่าให้ฟัง

หลังจากได้ไปเจอกันที่ออฟฟิศครั้งแรก
ผมได้มีโอกาสเข้าไปหาน้องที่บ้านเค้า ได้รู้จักพวกพี่น้อง
ฝูงขี้ยาของสังคมเค้า และที่สำคัญเราได้เป็นเพื่อนกันด้วย

คนเราปกติอาจจะได้มีโอกาสเจอเด็กอาชญากรอย่างน้องนี้น้อยมาก
คนชั้นกลางคงจะเลี่ยงคนแบบนี้
แต่โชคดีงานของเราก็เปิดประตูให้เราเข้าไปส่องชีวิตคนหลายรูปแบบได้จริง

แล้วพอเจอตัวจริงของน้องก็ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก

เค้าเป็นเหยื่อที่โดนตำรวจซ้อม เป็นตัวน่าสงสารที่ผมอยากอ้อมกอด

ส่วนตำรวจเค้าคงเบื่อหน้าน้องเฉยๆ เจอกันบ่อยจนหมั่นไส้

ส่วนพ่อแม่นั้น ผมไม่เคยบอกว่า สมัยก่อนเคยพาน้องเข้าบ้าน

ถ้าบอกไป แกอาจจะหวาดระแวงว่าสักวันน้องจะจำที่อยู่ของที่บ้านและมาลักลอบขโมยเอาของตามประวัติที่เคยมีมั้ย

ยิ่งแก่ก็ยิ่งคิดมาก

แต่น้องจะไม่ทำหรอก

เราเป็นเพื่อนกันจากใจ ผมยังคิดถึงเค้าหลังจากไม่ได้เจอกันเกินกว่า 20
ปีแล้ว ตั้งแต่ย้ายมาเมืองไทย

และทุกวันนี้ผมแอบเสียใจด้วยว่า งานที่เราทำปัจจุบันนี้
ไม่ได้พาเราให้ได้ไปเจอคนหลายลักษณะอย่างเมื่อก่อน

ข่าวของน้องสะเทือนวงการตำรวจดี

ผู้กำกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีเค้า
ว่าน้องโดนนายตำรวจในเมืองทุบตีทำร้ายจริงมั้ย  ผมจำไม่ได้แล้วว่าผลออกมายังไง

เมื่ออาทิตย์สุดท้ายก่อนผมบินออกจากประเทศ เราพากันไปเที่ยวที่
Christchurch Casino ต่างคนต่างรู้ว่าคงไม่ได้เจอกันอีก

'ผมไม่เคยมีเพื่อนแบบไมเคิลมาก่อนเลย' น้องบอก
ส่วนใหญ่เพื่อนเค้าเป็นพวกพี่น้องขี้ยากันทั้งนั้น

Christchurch Casino
'ผมจะไม่ลืมแกนะ' ผมตอบ


น้องน่าสงสาร น้องไม่ใช่คนเลวอย่างที่สังคมชอบคิด

ผมชอบขอดูถุงปัสสาวะที่ติดขาเค้าเล่นๆ น้องจะได้ชินกับมัน และยอมรับสภาพตัวเองได้

ไม่ต้องรู้สึกอับอายแล้วเพราะหมอบอกว่า
เค้าต้องอยู่กับข้อบกพร่องนี้ที่ได้รับจากการบาดเจ็บนั้นตลอดชีวิต
รักษาให้หายไม่ได้อีกแล้ว

ตอนนั้นน้องโสด ผมหวังว่า สักวันจะได้เจอกับผู้หญิงที่เข้าใจและรักเค้าได้

และเรียกเค้ากลับมาให้เป็นคนดีได้จนสำเร็จ

ดังกล่าวที่ตัวผู้หญิงในเนื้อเพลง  bad guy โดย Pond Nipon ได้ทำต่อแฟนเค้า

----น้ำตาเธอไหล เมื่อเธอเห็นฉันทำความผิด ชีวิตที่ฉันคิดว่าไร้ค่า
แล้วเธอก้อทรุดลงบนพื้นดิน กอดขาฉันไว้ เธอยังร้องให้และพร่ำเพ้อ
ฉันมันผิดเองที่ทำร้ายเธอ แล้วเธอจะเดินจากฉันไป ฉันผิดเอง.....

ปล ผมชอบคบหากับพวก wild boy ตั้งแต่เป็นเด็ก
น่าเสียดายที่โตแล้วไม่ค่อยได้เจอเด็กเกเรหน้าใหม่ มั่วแต่ทำงาน (updated
Aug 21, 2022)

โพส์ตเด่น

Blast from the past (part 1)

Jack's Point golf club, with the Remarkables range "คุณเคยมาที่นี่เมื่อก่อนนี้," ผู้จัดการร้านอาหารกล่าวอย่ างเป็นนัย ร้านอาหา...

โพส์ตนิยม